<DarKw!nG>'s profile...My Space ...My MemoryPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 23 ...เหตุผล....ผ่านมาหลายวัน...
...แต่ทุก ๆ วันก็เหมือน ๆ เดิม....
...เหงา...
...คิดถึง...
...อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา...
...สงสัยว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น...
...เลยรู้ว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเราเลย...
....ที่ตั้องเหงา...เพราะมีคน ๆ หนึ่งที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน...
....ที่คิดถึง...เพราะมีคน ๆ หนึ่งที่ต้องอยู่ไกลกัน...
...แล้วทำไมต้องเป็น คน ๆ นั้นด้วย...
...เธอคนนั้นค่อนข้างขี้อาย...และมักจะให้ความสำคัญกับคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ๆ...
...บางครั้งดูเธอฝืน...จนเกินไป...พยายามมากเกินไป...เหมือนกับเธอไม่รุจักการพักผ่อน...
...เธอชอบทำอะไรคนเดียว... และคงเป็นเพราะเธอใช้ DTAC...เธอเลยชอบ...เติมความสุขให้ใครต่อใคร...
...อาจจะเป็นเพราะเธออยากจะเข้าใจคนอื่นมาก ๆ...เธอจึงมักจะสงสัยอยู่ตลอดเวลา...
...และผมก็ชอบที่จะตอบคำถามเหล่านั้น...ผมอยากที่จะทำให้เธอเข้าใจ...ถึงแม้จะทำไม่ได้ทุกอย่าง...
...เธอเป็นคนที่ผมอยากให้เธอแบ่งความทุกข์...และให้ผมได้ช่วยอะไรเธอบ้าง...แม้สักนิด...
...ถึงจะทำให้เธอรู้สึกดีไม่ได้ก็อยากทำให้เธอปล่อยวาง...
...ไม่รู้ว่าพรหมลิขิตมีจริงรึเปล่า...
...ไม่รู้ว่าเนื้อคู่ของผมเป็นใคร...
...แต่ผมอยากจะเห็นรอยยิ้มและความสุขของเธอ...
...เหตุผล...ผมมีแค่นี้จริง... March 31 เมื่อสีฟ้าในยามกลางวันบรรจบกับสีกรมในยามราตรี...เมื่อทุก ๆ อย่างถูกเขียนลง ณ ที่นี้...
หลาย ๆ อย่างจะกลายเป็นเมล็ดแห่งความทรงจำ...
หลาย ๆ สิ่งจะกลายเป็นสายลมแห่งกาลเวลา...
...แล้วตัวเราจะกลายเป็นสิ่งใด ?...
พอลองมองดูในสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งหมด...
รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีค่าอะไร...
เหมือนกับเทน้ำลงบนทรายที่แห้งผาก...
พอเวลาผ่านไป...มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้เราเคยเทน้ำลงไป...
หลาย ๆ คนมองว่ามันเป็นการกระทำของคนโง่เขลา...
หลาย ๆ คนคิดว่ามันมากเกินความจำเป็น...
แต่เรารู้สึกว่าจุดยืนนี้มันเป็นของเรา...
และรู้สึกว่ามันคือตัวตนของเรา...
คงจะไม่เปลี่ยนแปลง...
...แต่ก็ยอมรับว่ามันเกินพอดี...
คงต้องปรับปรุง...แก้ไขให้มันดีขึ้น...
อยากจะดีกว่านี้อีก...
ปล.1 ไอทองจะเกณฑ์ทหารในอีกไม่กี่วันแล้ว...ไม่อยากให้มันติดเลยกลัวมันจะไปลำบากเหลือเกืน...
ปล.2 คนที่เรารักมาก ๆ จะไปที่ไกล ๆ แล้ว...แต่มันคงไม่แตกต่างกันเท่าไรในเมื่อตอนที่อยู่ใกล้กันก็ไม่ได้เจอหน้ากันอยู่ดี...
ปล.3 รู้สึกว่าช่วงนี้เราไม่มีความกระตือรือร้นเอาซะเลย...มันเหมือนขาดแรงบรรดาลใจ ทำอะไรก็ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน...งานมากจนไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย March 29 มีแต่เหมือนไม่มี........สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการมีความรัก....
มีเรื่องมากมายที่ทั้งสงสัยและอยากจะพูดออกไป...
แต่มันมากเกินไปจนอธิบายไม่ถูก...
เลยได้แต่มองภาพรวม ๆ...
ตอนที่เรารักใครไม่ลืมหูลืมตา...
ก็จะเหนว่าทุกสิ่งทุกอย่างดูช่างเป็นใจ...
อะไรที่ไม่ดีก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไร...
แต่เมื่อเราเริ่มจะรักอย่างรู้คุณค่า...
เราก็เริ่มรู้ว่าความรักไม่ได้เกิดจากคน ๆ เดียว...
เราไม่สามารถสร้างความรักได้ด้วยตัวคนเดียว...
เราจึงไม่สามารถเรียกสิ่งนั้นได้ว่าความรัก...
สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือความรักของตัวเราเอง...
ทั้งที่รู้และเข้าใจคนที่เราคิดว่าเข้าใจทุกอย่าง....
แต่ความรู้สึกไม่ดียังตันอยู่ที่อก...
รู้สึกเวียนหัวอยากอ้วกมาก...
ความรักของเราคงยังไม่เพียงพอ...
ที่จะเห็นคนที่เรารักไปทำอะไรกับใครสองต่อสองถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยก็ตาม...
เวลาที่แตกต่างกันไม่ได้แยกเวลาของเราได้...
เพราะเราเป็นคนกลางวัน...
น้องชายเราเป็นคนกลางคืน...
แต่ทุก ๆ เย็น เราได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างกับว่าเราไม่เคยห่างกัน...
แต่กับเธอคนนั้น...
ไม่มีเวลาของเราอยู่ในใจของเธอเลย...
และเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนควรจดจำ...
คือหัวใจของคนเราไม่เท่ากัน...
หัวใจจึงไม่สามารถแลกด้วยหัวใจได้...
หรือถ้าแลกได้ก็มักจะขาดหรือเกินเสมอ...
แต่หัวใจของผมที่ผมคิดว่าให้ไปหมดแล้ว...
ยังมีค่าไม่เท่าครึ่งหนึ่งของหัวใจเธอ...
สิ่งที่ได้กลับมามีแต่ความว่างเปล่า...
ความเหงา...
หัวใจที่มีแต่เปลือก...
และตัวเอง.... March 18 เฮ้อ...คิดชื่อไม่ออก...เมื่อคืนไปเมาเหล้ามากลับมาก็ตีสามฝ่า ๆ...
หลาย ๆ อย่าง ละลายไปตอนที่หน้ามันชา ๆ ...
ทั้งความทุกข์...ความอึดอัด...
รู้สึกโลกมัน หมุน ๆ...
เพื่อนมันก็ถามตลอดว่าเมารึยัง...
เรา ก็ส่ายหัว ส่ายหัว...
มันก็หัวเราะ...
มันคงคิดว่าตูยังไม่เมา...
แต่ที่ตูส่ายหัวอ่ะ...กรูจะบอกว่าไม่ไหวแล้ว...
ตึง ๆ จ๊ะ ตึง ๆ...
เต้นไปตามเสต็ป
ส่ายหัวบอกอาการ...
กลับถึงบ้านก็ คร่อก...สลบ...
เมื่อไหร่ไอทองมันจะกลับวะ
ตังค์เที่ยวกรูจะหมดแล้วนะเว้ย...
เป็นนักร้องไม่ได้ก็ไม่เปนไรนะเมิง...
กลับมาที่หาดใหญ่ก่อนค่อยว่ากัน...งานประกวดเยอะแยะ March 17 รู้สึกว่าโลกนี้เริ่มจะเป็นสีเทา...ช่วงนี้เธอคนนั้นไม่ค่อยสบาย...
ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าช่วงนี้เธอพูดน้อยลง...
ผมรู้สึกไม่ดีเลย...เหมือนกับสีสันบนโลกใบนี้ค่อย ๆ หายไป...
ผมอยากให้เธอยิ้ม...อยากให้เธอหัวเราะ...
ผมยอมทุกอย่าง...ถึงแม้ว่าคนที่ทำให้เธอหัวเราะจะไม่ใช่ผมก็ตาม...
ผมเริ่มยอมรับว่าผมเป็นคนไม่ได้ความคนหนึ่ง...
แค่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนที่ผมบอกว่ารักเค้าสุดหัวใจ...ผมก็ไม่สามารถนำมันมาได้...
ผมเริ่มรู้สึกว่าผมไม่เหมาะสมที่จะใช้คำว่ารัก...
เมื่อผมไม่สามารถทำให้คน ๆ นั้นรู้สึกอย่างนั้นได้...
ผมรู้สึกว่าการมีตัวตนของผม...เริ่มจะทำให้เธอคนนั้นรู้สึกอึดอัด...
เพียงเพราะผมรักได้ไม่ถูกวิธีงั้นเหรอ?...
เพียงเพราะเราไม่เหมือนกันงั้นเหรอ?...
ผมรู้สึกไปเองรึเปล่า...ที่ทุก ๆ ครั้งที่ผมชวนเธอไปไหนด้วยกัน...เธอมักจะพูดว่า "อิ่มแล้ว...ขี้เกียจ...ไม่สบาย"---->ทุกคำพูดของเธอคือเรื่องจริงของผม...
ผมรู้สึกไปเองรึเปล่า...ที่ทุก ๆ ครั้งที่เพื่อนเธอออกไปข้างนอก...เธอมักจะไม่ปฏิเสธ...และบอกกับผมว่า "ไม่หนาว...สบายขึ้นแล้ว"---->ทุกคำพูดของเธอคือเรื่องจริงของผม...
ถ้าชะตาลิขิตมีจริง...และต้องการจะขีดให้เราสองคนเดินไปคนละทาง...ก็ช่วยหยุดชีวิตของชั้นเมื่อเธอเจอคนที่เข้าใจเธอจริง ๆ ได้มั้ย?...
ผมไม่อยาก...อยู่บนโลกนี้...โดยไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวหัวใจเอาไว้...
ถึงผมจะไม่คู่ควร...แต่ผมก็ขอบอกว่า...ผมรักเธอ March 01 ไม่ว่างก็ไม่ต้องคุย...อารมณ์ไม่ดีมาตั้งกะเมื่อวานแระ...ไม่รุเป็นอะไร...
เมื่อวานตอนเช้าก็ยังดี ๆ อยู่...
จนกระทั่งตอนเย็น...โทรไปหาเธอคนนั้น... บอกว่าเด๋วเข้าไปวาดรูปที่ห้องหน่อย...อารมณ์ไม่อยากอยู่บ้าน...
เพื่อน โตน มันโทรมา...ก็ คุย ๆ สักพัก...แล้วมันก็บอกว่า"เมื่อกี๊เพิ่งโทรไปหาเค้าคนนั้นมา...เห็นว่าอยู่กันเพื่อนที่ห้องอีกสองคน"
ตอนแรกก็เฉย ๆ ไม่คิด 'ราย
พอไปถึงก็เจอ...เธอทำงานให้กับเพื่อนคนหนึ่ง...อีกคนกลับไปแล้วไปอ่านหนังสือ...
ก็ยังไม่คิด 'รายอีก...
พอนั่งตัด ๆ กระดาษ จาเอามาวาดรูปได้สักพัก...
อยู่ ๆ อารมณ์นั้นก็เข้ามา...
เพื่อนโทรเข้าพอดี...ชวนไปแทง 'นุ๊ก...
เค้าคนนั้นก็เปิดหนังเรื่อง "พยัคฆ์ร้ายศิษย์ส่ายหน้า" พอดี...
อารมณ์มันก็ไม่อยากอยู่ห้องนั้นแล้ว...
ก็บอกเธอคนนั้นว่าไปก่อนนะ...เพื่อนโทรมาชวนไปแทง 'นุ๊ก...
พอแทง 'นุ๊กเสร็จกลับมาก็นั่งวาดรูป...ออนเอ็ม...เธอก็ออนด้วย...
วาดไปคุยไป...แล้วก็ถาม...ยังทำงานให้เพื่อนคนนั้นอยู่เหรอ...
เธอก็บอก...อืม...
อารมณ์เซงก็พลุ่งพล่าน...งานก็ไม่มีอารมณ์จะทำแล้ว...
คิดในใจว่า...จะคิดมากทำไม...เลิกคิดได้แล้ว...
ร่างกาย...ทำไม่ได้...
อาบน้ำขึ้นนอน...อึดอัดทนไม่ไหว...ยิงไปสักที...ให้โทรกลับมาหน่อยดีกว่า...
ไม่โทรมา...ไม่เป็นไรนอนดีกว่า...
แต่มันอึดอัดทนไม่ไหว...นอนไม่หลับ...ได้แต่บอกตัวเองว่า...รีบนอนซะ...
ทนไม่ไหว...โทรหามันเลยแล้วกัน...ตัดสาย...(เด๋วคงโทรกลับ)
โทรกลับมา..."นึกว่านอนไปแล้วซะอีก"
"นอนไม่หลับ"...
"ยังทำงานให้กับเพื่อนคนนั้นอยู่เหรอ"
"อืม"
"ถ้างั้นรีบ ๆ ทำให้เสร็จแล้วกัน จะได้นอนเยอะ ๆ"
"อืม...บ๊ะบาย"
กดตัดสาย...เหวี่ยงโทรศัพท์...นึกขึ้นได้มีอยู่เครื่องเดียว...เลยกำไว้ทัน(ไม่หลุดมือ)
บอกตัวเอง...เลิกคิดได้แล้ว...อย่าคิดได้มั้ย?
ไม่เวิร์ค...น้ำตาจะไหล...
บอกตัวเอง...นอนซะ...ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้...แกจะได้ลืมว่าเมื่อวานต้องเสียใจเรื่องอะไร...
เอาหน้าอุดไปที่หมอน...หายใจแรง ๆ...หมดแรง...หลับ...
ตอนเช้าสดใส...ไม่มีวี่แววอาการเศร้าจากเมื่อคืนสักติ๊ด...
ไปทำงาน...(สาย)...ทำงาน ๆ ๆ ๆ ...พักเที่ยง...โทรหาเพื่อน...บอกเพื่อนว่าขอส่งงานสายหน่อยนะ...คืนนี้แล้วกัน...
กลับมากินข้าวที่บ้าน...นั่งจ้องโทรศัพท์อยู่ชม.กว่า ๆ ...
บอกตัวเองว่า...อย่าโทรไปเชียวนะ...เมื่อคืนเธอคนนั้นต้องนอนดึกแน่ ๆ...
ไปทำงาน(สาย)...ทำงาน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ....
พอเหนื่อยจนแรงเริ่มหมด ร่างกายอ่อนล้า...ความรู้สึกนั้นก็เข้ามาอีก...
อารมณ์เซงขึ้นเรื่อย ๆ ...ชวนเพื่อนแทง 'นุ๊กดีกว่า...
แทง ๆ ๆ ๆ ...ไม่มีอารมณ์จะแทง...คะแนนก็ออกมาตามระดับอารมณ์...แพ้ตลอด...
หิวข้าวแระ...ไปซื้อข้าวกลับมากิน..ชักโทรศัพท์ออกมา...ชิหาย! แบตหมด....
เสียบแบตก่อนแล้วกัน...มิสคอลสามสาย(เวงกำ)...กินข้าว...กระวนกระวาย...
โทรเรยดีมะนะ...แย่ล่ะงานก็ยังไม่ทำ...แต่จะทำอารมณ์ก็ไม่มี...ช่างมัน...ค่อยโทรทีเดียวเลยแล้วกัน...
ปั่น ๆ ๆ ๆ ๆ ...งาน...ออกมาไม่น่าพอใจสักเท่าไร(เรียกว่าไม่น่าพอใจเรยจะดีกว่า)...เอาเหอะโหมะสำหรับเราแต่ก็สวยสำหรับคนอื่น...
ไปขอโทษเพื่อน...บอกว่าไม่ได้วาดนานแระเรยวาดไม่ค่อยดีเท่าไร...
เพื่อนก็บอกว่าไม่เปนไร...แค่นี้ก็สวยมากแล้ว...ขอบใจว่ะเพื่อน...
เธอคนนั้นก็โทรมาพอดี..."อยู่บ้านแล้วเหรอ..."
"ป่าว"
"ส่งงานเหรอ"(จำได้ด้วย..>[]<)
"อืม...อยู่บ้านเพื่อน"
"อืมส่งงานเพื่อนก่อนแล้วกัน"
"แค่นี้นะ..."
ง่า...ได้คุยแค่นี้เองอ่ะ...แย่ชะมัด...ยังทำงานให้เพื่อนอยู่รึเปล่านะ...
กลับมาบ้าน...ออนเอ็มอย่างรีบ...
>>ชื่อเธอขึ้นว่า...(ไม่ว่างจะคุยกะใครทั้งนั้น)...
o_o
จะร้องแล้วนะ...
แต่ก่อนอยากดูเรื่องพยัคฆ์ร้ายศิษย์ส่ายหน้ามาก...
แต่ตอนนี้ไม่อยากดูที่สุดเลยอ่ะ...
ไม่ได้ระบายกับใครเลย...อึดอัดจนทนไม่ไหวแล้วอ่ะ....
ก็รู้ว่าเธอไม่ชอบคนที่หึงอะไรไร้สาระ...
บอกว่าเป็นเพื่อนก็เป็นแค่เพื่อน...
แต่ใจมันอดคิดไม่ได้ว่าก็เพื่อนมันหล่ออ่ะ...
อารมณ์เซง ๆ ที่ว่านี่ก็ทั้งหึงทั้งคิดมาก...
แค่คิดว่า...ตัดใจให้เธอไปใช้เวลาอยู่กับเพื่อนทั้งหมดเรยดีมะนะ...ก็จะร้อง...
...โอ๊ะ...ร้องแล้ว...
เขียนเสปซเสร็จก็คงไม่กล้ายิงหรือโทรไปแล้วล่ะ...
แค่คิดก็ปวดหัวตึ๊บ ๆ บอกไม่ถูก...
คืนนี้จะนอนหลับไม่นะ...อยากจะหลับแล้วไม่ตื่นจัง... February 25 บางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น...แต่รู้สึก เคยคิดว่า...
สิ่งที่เราได้จากเธอนั้นเพียงพอแล้ว
รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าคน ๆ นั้น
ความสุขที่เราได้รับหลังจากเธอได้รับ
ทุก ๆ อย่างมันช่างคุ้มค่าที่เราได้ให้
ทุก ๆ สิ่งทำให้เรามีความสุขถึงเราจะไม่ใช่เจ้าของ
แต่แล้ววันหนึ่ง...
เราก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
รอยยิ้มของเธอที่มอบให้คนอื่น ๆ
ค่อย ๆ มีเราอยู่ในรอยยิ้มนั้น
ความสำคัญเริ่มเพิ่มขึ้น...มากกว่าเพื่อน...
เริ่มรู้สึกว่าความสุขที่ผ่านมาไม่อาจเทียบได้
เสียงหัวเราะที่มีคำว่าเราช่างเป็นเพลงที่ไพเราะ...
ถึงแม้เธอจะยังมองไม่เห็นตัวชั้น
และยังไม่มั่นใจว่าเราสองคนจะเป็นอย่างไร
แต่วันนี้ชั้นยิ้มได้เพราะมีรอยยิ้มของเธออยู่เคียงข้าง
ชั้นหัวเราะได้เพราะมีเสียงหัวเราะเธอเป็นแรงผลักดัน
ความรักมีแต่ชั้นที่รู้สึก
ความสุขของชั้นคือเธอ
ความอบอุ่นจะรออยู่ข้าง ๆ เราสองคนน January 21 จึงรู้...จึงเห็น...จึงเป็น...Dear My Friends...
หลาย ๆ คนบอกว่า... การรักใครสักคนที่เค้าไม่รักเรา ....เป็นการกระทำของคนโง่
เพราะ มันเป็นความพยายามที่ไม่ได้อะไรตอบแทนนอกจากความเจ็บปวด
...และความเหงาที่มีมากกว่าตอนที่อยู่คนเดียว
...แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคนโง่เหล่านั้นไม่มีความสุข
ในเมื่อคุณสังเกตุแค่ตอนที่เค้าเสียใจเท่านั้น...
ในฐานะที่ผมก็เป็นคนโง่หนึ่งคน...
ผมขอบอกว่าการรักใครข้างเดียว...ก็ทำให้ตัวผมมีความสุขได้
เพราะความพยายามโง่ ๆ ของผม ได้ทำให้ผู้หญิงที่ผมรักมีความสุข
ทุก ๆ รอยยิ้ม ทุก ๆ เสียงหัวเราะ
มันทำให้ผมรู้สึกว่าการกระทำนั้นดูมีค่า...
แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่มองเห็นความจริง
ที่ว่าผมยังยืนอยู่ที่เดิมคนเดียว...
ทำให้ตัวผมเศร้าและท้อแท้...
ทำให้ทุก ๆ คนรู้สึกว่าผมดูไม่น่าเข้าหา...
ไม่น่าคุยด้วย....และอยากให้ผมกลับไปเป็นอย่างเดิม
ทุก ๆ คำปลอบใจของเพื่อน ๆ
ทุก ๆ คำต่อว่าเกี่ยวกับนิสัยของผม...
ทำให้ผมมีกำลังใจและลืมความเศร้านั้นทิ้งไปได้...
สุดท้ายนี้... ขอให้ทุก ๆ คนอย่าเพิ่งเบื่อ และเดินไปจากผม...
เพราะถ้าผมไม่มีพวกคุณ ผมก็จะไม่เหลืออะไรจริง ๆ...
Love.... Your Friend December 11 นิทานก่อนนอน2กว่าที่จะทันได้คิดโลกก็หมุนครบรอบตัวเองไปอีกแล้ว.....
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัย ว่าทำไม...
เวลา ถึงเดินไม่เคยหยุดหย่อน
และทำไมฝนถึงชอบตกในตอนที่เราไม่มีใคร....
ทำไมกลางคืนต้องผ่านเข้ามาในเวลาที่เราเราเจ็บปวด...
มันมีเหตุผลอธิบายง่าย ๆ อยู่....จะเล่าให้ฟัง...
มีผุ้หญิงคนหนึ่ง.... เธอทั้งเศร้าและเจ็บปวด วันนี้เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว....
เธอจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้ลืมความเจ็บอันนี้...
เธอตามหาสิ่งที่เรียกว่าความสุข...
จนไปพบกับ ค้างคาวตัวนึง.... เธอกลัวและไม่อยากเข้าใกล้ แต่ค้างคาวก็ทักเธอ....
"ผู้หญิงตัวน้อย ๆ เจ้ากระวนกระวายรีบร้อนจะไปไหนหรือ?"
ผู้หญิงคนนั้นเงียบสักพักแล้วจึงตอบไปอย่างกลัว ๆ
"เรากำลังเดินทางตามหาสิ่งที่เรียกว่าความสุขอยู่หากหามันไม่พบเราคงจะทรมานเช่นนี้ไปตลอด"
"อ่า.... สิ่งหวานละมุน และหอมกรุ่น สิ่งนั้นหามิได้ง่าย ๆ เรย" ค้างคาวพูดต่อ...
ผู้หญิงทั้งกลัวและหวาดหวั่นแต่เธอก็อยากรู้ว่าสิ่งที่เธอค้นหานั้นอยู่ที่ใด เธอจึงถามเจ้าค้างคาวตัวนั้น
"ท่านรู้บ้างรึเปล่าว่ามันอยู่ที่ไหน..."
"รู้....ข้ารู้...."
เด็กหญิงเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาในทันใด เมื่อคำตอบที่ตามหากำลังจะถูกเปิดเผย...
ไม่ทันที่เธอจะทำอะไร เจ้าค้างคาวก็บินโฉบลงมา แล้วกัดต้นคอของเธออย่างแรง...
"ฉึก"
"โอ๊ย!! เจ้าค้างคาว เจ้าทำอะไรน่ะ"
ไม่ทันสิ้นเสียงเธอก็ล้มลง และสลบไป.....
ผ่านไปไม่นานเธอก็ฟื้นขึ้นมา...
เด็กหญิงรู้สึกปวดหัวและเวียนหัวมาก...เธอจึงนึกขึ้นได้ว่าเธอโดนค้างคาวดูดเลือดของเธอไป
เธอไม่รู้ว่าเธอถูกดูดเลือดไปเท่าไร แต่เธอไม่มีแรงมากพอที่จะยืน
เธอจึงคลานไปตามพื้น... เรื่อย ๆ จนไปเจอนกฮูกตัวหนึ่ง
"เจ้าเป็นอะไรถึงได้ คลานกับพื้นอย่างนั้น"
แต่เธอเพิ่งได้บทเรียนจากค้างคาวมา เธอจึงไม่กล้าพูดกับนกฮูกตัวนั้น
"ดูเหมือนเจ้าคงจะเจ็บปวดมากนะ... แต่ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้มากหรอก... ดูที่คอของข้าสิ มันหมุนได้รอบเรยนะ... "
พอพูดจบเจ้านกฮูกก็หันหัวเป็นวงกลมให้ดู
เด็กผู้หญิงตกใจแต่ก็ไม่มีแรงที่จะกรีดร้อง
"อืมเมื่อข้าหมุนคอ โลกนี้ก็จะหมุนรอบตัวเอง ทำให้ เวลาเดินไปเรื่อย ๆ ถึงมันจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ อาการเจ็บของเธอจะทุเลาลงทุกครั้งที่เวลาผ่านไป..."
หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดี เพราะว่าเวลาจะทำให้เธอเจ็บปวดน้อยลงทุกวัน ถึงมันจะไม่หายไปแต่ก็คงจะดีขึ้นทุกวัน
เธอรู้สึกโล่งอกและก็เหนื่อยเหลือเกิน จึงนอนหลับไป
หลังจากนั้นไม่นานเธอก็รู้สึกเย็นที่แก้ม
เธอตื่นขึ้นมาเจอหมีขาวตัวหนึ่งกำลังใช้น้ำค้างหยดลงบนแก้มของเธอ
"ท่าน....ทำอะไรน่ะ"
"ข้าหรือ....นี่เป็นสัญลักษณื ของการเป็นเพื่อน ของเผ่าเรา"
"เพื่อน ? ท่านพูดถึงอะไร...."
"เจ้าให้เลือดแก่ค้างคาวตัวนึงใช่รึเปล่า ค้างคาวตัวนั้นไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ เพราะเค้าเป็นค้างคาวตัวแรก เค้าจึงไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี...แต่เป็นเพราะเจ้า เจ้าทำให้เค้าได้รู้ว่าเค้าเกิดมาเพื่อกินอะไร"
หมีขาวพูดแล้วก็ดีใจยกใหญ่...
"แล้ว.... แล้วมันกินเกี่ยวอะไรกันล่ะ"
"ค้างคาวตัวนั้นเป็นเพื่อนของชั้นเอง และเค้าก็ได้รับน้ำค้างจากเราแล้ว เราซึ้งใจในน้ำใจของเจ้า เจ้าได้ทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากเรยนะ.... แล้วเจ้ามีเพื่อนรึเปล่า?"
"เพื่อน... เราไม่มีหรอก... "
"หา...จริงง่ะ....เจ้าอยู่โดยไม่มีเพื่อนไม่ได้นะ.... เจ้าจะเหงา และเจ็บปวด.... ชั้นต้องรีบกลับเผ่าแล้วล่ะ เพื่อน ๆ ชั้นรออยู่ ชั้นก็อยากอยู่เปนเพื่อนเธอเหมือนกันนะ แต่ต้องรีบไป เอาเป็นว่าเวลาที่เจ้าเหงา ฝนจะตกลงมา เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าเรา ที่หมายถึง"การไม่ได้อยู่คนเดียว" ชั้นไปล่ะ แล้วไว้พบกัน"
หมีขาวพูดจบแล้วก็จากไป...
เด็กหญิงดีใจมากเพราะว่าเธอมีเพื่อนแล้ว อีกทั่งท้องฟ้ายังสดใจ.... เธอรู้สึกได้จริง ๆ ว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความเจ็บก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจริง ๆ.....
"อ่า.... เด็กสาว ทีเคยให้เลือดแก่เรา...."
เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นมา
"เจ้าค้างคาว?"
"ใช่แล้ว.... วันนี้เจ้าได้พบความสุขหรือยัง"
"อา...ความสุข การหัวเราะ ความร่าเริง เราได้พบแล้ว"
"ดีใจด้วยนะ.... การได้พบความสุข เจ้าต้องทำให้ความทุกข์นั้นเลือนหายไปก่อน... แล้วความสุขก็จะผ่านเข้ามา.... การจะทำให้ความทุกข์หายไปได้นั้น ต้องใช้เวลา และความห่วงใยจากเพื่อน ๆ.... และเมื่อเจ้าเหนื่อยและเจ็บปวด จนเดินไม่ไหวเจ้า ก็ต้องพักผ่อน... วันนี้เจ้าผ่านอะไรมาเยอะแล้ว....พรุ่งนี้เจ้าก็จะตื่นขึ้นมาเพื่อทำเรื่องใหม่ ๆ อีก ข้าจะกระพือปีกเพื่อดับแสงของตะวัน เจ้าจะได้พักผ่อนพร้อมกับมีพลังที่จะสู้กับวันใหม่..."
...................................................................................................
เป็นนิทานก่อนนอนอีกเรื่องที่แต่งขึ้นมามั่ว ๆ เน้นสภาพจิตใจ.... อ่านไม่รู้เรื่องก็อย่าว่ากันเน่อ......ไว้มีเวลาจะแต่งเรื่องที่ดีกว่านี้นะครับ October 16 หายไปเฉย ๆ แล้วก็ไม่โพสอารายเรยกลับมาอีกครั้งแต่ก็ไม่รุจะเขียนอารายดี....
มาอัพเดทชีวิตประจำวันสักหน่อยแล้วกัน....
**ช่วงนี้ว่างเกินไปหน่อย ยายเรยไปติดต่อ เพื่อน ให้หางานให้หน่อย แล้วแกก็บอกว่าจะให้ไปทำงานที่บริษัทออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ภูเก็ต... ถ้าจับพลัดจับผลูไปอยู่ภูเก็ตแล้วจะมาโพสอีกที....
**ช่วงนี้ค่อนข้างเหงา เพื่อน ๆ ที่รุจักมาชวนออกไปข้างนอกบ้างดิ... ขอโทษที่แต่ก่อนชวนแล้วไม่ค่อยจะออก... ตอนนี้รู้แล้วว่าการอยู่บ้านมันเหงา...
คิดถึงทุกคนนะ ^-^
May 04 นิทานก่อนนอน. . .กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว... ในยุคที่ปีศาจ และภูติยังอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสงบสุข...
มีเด็กน้อยหนึ่งคนกับอีกสองตนเป็นเพื่อนรักกัน... และเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน... หนึ่งในนั้นคือ เซเคิร์นฮาร์ท องค์ชายผู้สูงศักดิ์ ผู้เป็นว่าที่กษัตริย์แห่งมนุษย์ทั้งมวล... เขากำลังแอบชอบ เพียวริคคุ เจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักรเอลฟ์ที่ยิ่งใหญ่...
ในขณะที่เจ้าชายอสูร ซิฟรีค เองก็ชอบเจ้าหญิงเอลฟ์ผู้เลอโฉมด้วยเช่นกัน... แต่... เพียวริคคุ ...เธอรู้สึกกับเพื่อนทั้งสองแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น... ด้วยความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ พวกเขาทั้งสามรักกันโดยไม่มีความอิจฉา ริษยา หึงหวง เข้ามาเกี่ยวข้อง...พวกเขารู้แค่ว่าถ้าเพื่อนยิ้มตัวเองจะมีความสุข...ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งการจดจำเสียนี่กระไร...
นิทานนี้คงจะจบได้สมบูรณ์แบบหากไม่มีตอนต่อไป... แต่ก็ไม่มีใครหยุดได้... ยังไม่เคยมีใครสามารถหยุดวงล้อแห่งชะตากรรมได้...
ทั้งสามเติบโตขึ้นพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่... ต่างคนต่างปกครองเผ่าพันธุ์ของตน... การทำงานของแต่ละคนช่างหนักหนา...อย่างว่าการเป็นกษัตริย์มิใช่เรื่องง่าย... ทั้งสามคนจึงนัดพบกันเดือนละครั้งเพื่อพักผ่อนร่างกายและสังสรรค์กับเพื่อนเก่า ๆ ...
...แต่การเติบโตของเจ้าชาย เซเคิร์นฮาร์ท มิได้เปลี่ยนแปลงความในใจแต่อย่างใด... มีแต่จะเพิ่มขึ้น...เพิ่มขึ้น...จากความรักจึงเกิดความหวง...ในขณะที่กำลังสังสรรค์กันทั้งสามคน...เซเคิร์นฮาร์ทก็กล่าวถามตรง ๆ อย่างไม่รีรอ... “เพียวริคคุ...ระหว่างข้า กับ ซิฟรีค เจ้าชอบใครมากกว่ากัน” เพียวริคคุ และซิฟรีคถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ... องค์หญิงของเราส่ายหน้า...ก่อนที่จะตอบกลับไป
“ข้ามิได้มีความรู้สึกกับพวกท่านทั้งสองมากกว่าเพื่อนที่สนิทที่สุดของข้า...” คำตอบนี้ทำให้เจ้าชาย และจอมอสูรต่างทำหน้าผิดหวัง...ก่อนที่อสูรซิฟรีคจะถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ถอดใจ
“เจ้ามีคนที่รักแล้วเช่นนั้นหรือ?” องค์หญิงเอลฟ์ก็ส่ายหน้าอีก... เธอยิ้มแล้วตอบ
“คนรักของข้ายังไม่มี...” “เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะเลือกระหว่างข้ากับ ซิฟรีค สิ... อย่างไรซะ อาณาจักรของเจ้าก็จำเป็นต้องมีกษัตริย์”
เซเคิร์นฮาร์ทเร่งคำตอบอย่างรีบร้อน “ท่านซิฟรีค มีความเห็นว่าอย่างไร?”เพียวริคคุหันไปหาตัวช่วย...
แต่ ซิฟรีค ก็เลือกที่จะกดดันองค์หญิง...
“ข้าเองก็อยากรู้” ตอนนี้เพียวริคคุมีสีหน้าสลดใจยิ่งนัก...ก่อนที่จะบอกเพื่อนรักทั้งสอง...
“งั้นพวกท่านก็ต้องพิสูจน์ในความรักของท่านที่มีต่อข้า...” “ดี... ข้าจะใช้นักวิชาการและประชาชนของข้าค้นหา "ความสุขที่แท้จริง”...เพื่อนำมามอบให้แก่ท่าน.... ให้แก่คนที่ข้ารักที่สุด...เป็นสิ่งพิสูจน์...”
เซเคิร์นฮาร์ท ตอบอย่างมั่นใจและฉะฉาน... องค์หญิง ไม่แสดงความเห็นอะไร....สักครู่จึงถาม จอมอสูรซิฟรีค...
“แล้วท่านล่ะ?” ซิฟรีคเงียบไปครู่หนึ่ง...ก่อนจะหันหน้าไปทางเจ้าชาย เซเคิร์นฮาร์ท...
“ปีศาจอย่างข้าไม่รู้จัก “ความสุขที่แท้จริง” หรอก... เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ... เผ่าปีศาจของพวกเรามีแต่จะกำจัดอุปสรรคทั้งมวลด้วยกำลังของตน...รวมทั้งนายด้วยเซเคิร์นฮาร์ท” “เจ้า!!” เซเคิร์นฮาร์ททั้งตกใจ ทั้งเกิดโทสะ...
“ทำไมท่านพูดเช่นนั้น?”เพียวริคคุ ก็มีสีหน้าตกใจ เช่นเดียวกัน...
“มันเป็นวิธีของเรา... ถึงท่านจะไม่เต็มใจ แต่ความสัมพันธ์ของข้า กับพวกท่านได้ขาดลงวันนี้แล้ว... ข้าจะใช้กำลังทั้งหมดของข้าชิง เพียวริคคุ มาเป็นราชินีของข้า...”
ซิฟรีคอสูรผู้เลือดเย็นพูดจบ...ก็จากไป... ทั้งสองต่างทำตามที่พูดไว้... มนุษย์ทุกคนต่างหาวิธีพ้นทุกข์และ ค้นหา “ความสุขที่แท้จริง” ด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย...ส่วนปีศาจก็เข่นฆ่าพวกมนุษย์คนแล้วคนเล่าอย่างเลือดเย็น...
พวกเอลฟ์เห็นถึงความเดือดร้อนของมนุษย์จึงเข้าช่วยเหลือเหล่ามนุษย์... จนเกิดเป็นสงคราม หนึ่งฝั่ง สองดินแดน ขึ้น... การพบกันระหว่างเพื่อนรักทั้งสามเป็นการพบกันในสนามรบ...องค์หญิงเพียวริคคุไม่สามารถห้ามเพื่อนทั้งสองได้อีก...
เซเคิร์นฮาร์ทใช้เพลงดาบที่เจนจัดเข้าต่อสู้ด้วยความหนักหน่วง....ซิฟรีคก็ใช้ทั้งศาสตร์มืดและพลังอันรุนแรงเข้าปะทะ...
ก่อนที่องค์หญิงจะทนเห็นการต่อสู้ไม่ไหวและจะตะโกนห้ามทั้งสองคน... ฉึกกกก!!!...
ปลายดาบหลุดออกจากหลังจอมปีศาจ ซิฟรีค พร้อมกับเลือดที่เป็นสีม่วง...ร่างของจอมปีศาจล้มลง....แต่เซเคิร์นฮารท์ก็เอาแขนรองรับไว้...
“ทำไม? ทำไม? ดาบนั้นเจ้าจึงไม่ปัดป้อง!!?”
เซเคิร์นฮาร์ทตกใจสุดขีดเมื่อดาบที่แทงไปหวังให้เพื่อนเก่าของตนปัดได้... “ข้า....ข้า....”ซิฟรีคพยายามพูดในขณะที่เลือดท่วมปาก...
“ข้าทำผิด...ต่อพวกเจ้า...สามอย่าง...”จอมปีศาจกล่าวต่อในขณะที่องค์หญิงเพียวริคคุรีบวิ่งมาด้วยความเป็นห่วงคละกับตกใจสุดขีด... “หนึ่ง...ข้ากล่าวเท็จ... เรื่องความสัมพันธ์ของข้า...กับพวกเจ้า...ตัวข้าไม่สามารถตัดได้.... สอง... ข้าทำร้ายเพื่อนของข้า... เผ่าพันธุ์ข้าทำลายเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้า...มากมาย.... สาม... ข้าไม่อาจ...อยู่ดูแลพวกเจ้า...ได้อีก...อึ่ก.... แต่อย่างน้อย...ข้าก็มีความสุข... ที่ได้เห็นพวกเจ้า...รักกัน... ข้าไม่อาจห้ามใจที่จะรักองค์หญิง....แต่ข้าก็ไม่อาจจะทนเห็นเพื่อนของข้าทุกข์... นี่...คงเป็น “ความสุขที่แท้จริงของข้า”...” และแล้วจอมปีศาจก็สิ้นใจ.... ...เหล่าปีศาจทั้งมวลต่างปฏิญาณตนต่อการเสียสละของจอมอสูรซิฟรีคว่าหากเมื่อใดที่มีความทุกข์เกิดขึ้นอีกพวกมันจะออกมากัดกินจิตใจของผู้คนเหล่านั้น... และลากให้ผู้นั้นจมดิ่งลงในความมืดมิดตลอดกาล...
...เซเคิร์นฮาร์ท และ มนุษย์ทุกคน ยังคงค้นหา “ความสุขที่แท้จริง”...โดยถือ ซิฟรีคเป็นผู้ค้นพบความสุขที่แท้จริงคนแรก...
...องค์หญิงเพียวริคคุ นำเหล่าเอลฟ์ทั้งมวลเข้าไปในป่าเพื่อบำเพ็ญพรต อุทิศแก่ เพื่อนผู้ล่วงลับ...
...อวสาน... April 28 สนองตอบคำเรียกร้อง!!ก่อนอื่นขอระบายเรื่องที่หงุดหงิดของวันนี้ก่อน...ย้ายบ้านใหม่ไปอยู่ในป่าแล้ว...แรก ๆ ไม่ได้เข้าไปอยู่หรอก...เสร็จแล้วทีนี้...แฟนใหม่ของหม่ะม๊ะมันทำร้ายหม่ะม๊ะ...ถ้าเป็นแต่ก่อนอาจจะหน้ามืดเข้าไปต่อยแล้ว...แต่เดี๋ยวนี้เรารู้สึกว่าหม่ะม๊ะคนเก่าของเราไม่อยู่แล้ว...คำ ๆ นั้นมันหายไปแล้วอ่ะ...ไม่รุจะไปตามหาที่ไหน...
เสร็จแล้วทีนี้เราก็ต้องเข้าไปนอนที่บ้านหลังนั้น...อยู่ในป่าอ่ะ...ต้องเข้าไปนอนเป็นเพื่อนหม่ะม๊ะ...เพราะหม่ะม๊ะไม่ค่อยมีแรงสู้คนไม่ไหว...
พอนอนได้คืนสองคืน...จนมาถึงคืนนี้...โดนแมงป่องต่อยเอา...ตัวเล็กนะเท่าหัวนิ้วแม่โป้งอ่ะ...ก่อนหน้านั้นเคยเจอใหญ่กว่านี้อีกเท่าฝ่ามือเลยแต่ไม่โดนต่อย... ครั้งนี้โดนต่อยมือชานอนไม่หลับเลย...มันปวด ๆ ชา ๆ อ่ะ...เฮ้อ...เซง...ไม่มีคนดูแลเลย...
ซื้ดดดดดด(สูดหายใจเข้า)
....เอาภาพออกแบบของตัวละครแต่ล่ะตัวมาให้ดูกันแล้วววว!!ถ้าจะคอมเม้นท์เป็นรูป ๆ ไป ก็ไปดูที่ photo ละกัน...ไม่ทำลิ้งค์ให้นะ....
special thanks...
ขอบใจคุณเอกรินทร์ พรหมศรีสวัสดิ์(เบ้นท์) ที่เมตตาให้ผมใช้แสกนเนอร์ และเล่นเกมส์เพลย์ทูด้วย ขอบคุณมั่ก ๆ คับ
ขอบใจน้องสาวของคุณเอกรินทร์พรหมศรีสวัสด์(เดียร์) ที่ช่วยสร้างเสียงกรี๊ดในช่วงสยอง ๆ ตอนเล่นเกมส์ครับ...สนุกกว่าเล่นเกมส์คนเดียวมากขอให้ทุกคนไปลองดู...
ขอบคุณ...คุณแม่ของคุณเอกรินทร์ พรหมศรีสวัสด์(ชื่อไรไม่รุ)ที่กรุณาให้ผมเข้าไปรบกวนลูกชายของคุณได้สะดวก...
ขอบคุณ...คุณอาของคุณเอกรินทร์ พรหมศรีสวัสด์(นิก็ไม่รุจักชื่อ)ที่คอยห้ามเจ้าอบเชยที่มีสปิริตร้อนแรงในการเฝ้าบ้านเป็นอย่างมาก...(มาหลายครั้งแล้วก๊ะยังเห่า)
เผื่อว่าใครจะลืมกันไปแล้วว่าใครเป็นใคร...
เจมารี่ = นู๋พลอย(เพื่อนเสปซ)
ครูเซย์ = บอย(เพื่อนแถวบ้าน)
ชิโนเน่ = น้องขุน(เพื่อนสมัยม.ปลาย)
รัตติกาล = อ้วน(ผู้แต่ง)
คาตารุ = นู๋ผึ้ง(เดะฝึกงานกราจอกกราจอก)
มาดูกัน....(คลิ๊กที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่) April 13 บทที่ 5 : ความรักไร้หัวใจ. . .. . ."อราวด์เดอเฟอร์ อันเดอร์ออท. . ."ชิโนเน่กล่าวคาถาก่อนที่จะเอาเศษดินลูบบนใบหน้า. . .
โคลงหน้า. . .จมูก. . .ปาก. . .ตลอดไปจนถึงความยาวของเส้นผมของเค้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน. . .กลายเป็นใบหน้าของชายผู้เพิ่งพ่ายแพ้ศึกแรก. . .เอวารีน
. . .เหลือเพียงรอยยิ้ม. . .อันเย็นยะเยือกเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนไป. . .
"ลาสท์เดอ อาร์มอ. . .วีล เชนจ์. . ."เค้าร่ายคาถาอีกบทก่อนจะเปลี่ยนอสูรทุกตนในกองทัพให้มีรูปร่างกลายเป็นทหารของฝ่ายตรงข้าม. . .
พรึ่บ!!
เค้าสะบัดผ้าคลุมก่อนจะเดินเข้าเมืองนิวมาริค. . .
เสียงกู่ก้องรับชัยชนะกองทัพเอวารีนของชาวหมู่บ้าน. . .โดยที่ไม่รู้ความจริง. . .
กองทัพอมนุษย์เดินเข้ามาถึงรั้วพระราชวัง. . .ตามแบบฉบับของกองทัพที่เพิ่งสู้ศึกชนะมา. . .
. . .ชิโนเน่ ในคราบเอวารีนเดินผ่านประตูพระราชวังเข้าไปเพียงคนเดียว. . .ก่อนที่เค้าจะหยุดยืนดูทุ่งดอกไม้ในสวนทางเดินก็มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งโผเข้ากอดแม่ทัพไร้พ่ายทั้งน้ำตา. . .
"ฮึก. . .ฮึก. . .ข้ารอคอยท่าน. . .ทุกครั้ง. . .ฮึก. . .ข้ารู้ว่าท่านจะต้องชนะ. . .แต่ข้าก็อดที่จะเป็นห่วงท่านไม่ได้. . .ฮือ"
ใบหน้าที่เปื้อนน้ำตามิอาจบดบังความงามของผิวสีทองยามต้องลมได้. . .และประกายผมสีน้ำตาลที่พริ้วไหวส่งกลิ่นหอมไปทั่ว. . .
"เจ้าร้องไห้เป็นห่วงข้า. . .ทั้งที่รู้ว่าข้ารบชนะอย่างนั้นรึ?"
หญิงสาวหยุดสะอื้นก่อนจะตอบด้วยสุ้มเสียงที่แหบพร่า. . .
". . .อืม. . .ใช่แล้ว. . .ท่านแม่ทัพ"
ใบหน้าที่ประทับด้วยรอยยิ้มเปื้อนคราบน้ำตาแทบจะหยุดลมหายใจของแม่ทัพผู้เยือกเย็น. . .
"ความรักที่เสแสร้ง. . .ฮึ!!" ชิโนเน่คิดในใจ. . .
"ข้าจะรอท่านอยู่โถงพระราชวังค์กับเสด็จพ่อ. . .ขอให้ท่านจงรีบเข้าเฝ้า"
. . .องค์หญิงแห่งนิวมาริคผู้งดงามไปด้วยทุกสิ่ง ภาษา มารยาท รูปร่าง นิสัย และจิตใจ. . .
ข้าราชบริพารมากมายเตรียมต้อนรับการกลับมาของแม่ทัพเอวารีนอีกครั้ง. . .กษัตริย์แห่งนิวมารคิและพระธิดาประทับบนเก้าอี้ตำแหน่งอยู่ด้านในสุด. . .
ตึ่ก. . .ตึ่ก. . .ตึ่ก. . .ชิโนเน่ภายใต้คราบเอวารีนก้าวช้า ๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ. . .
ตั่ก...ตั่ก..ตั่ก. ข้าราชบริพารเริ่มสงสัยและตกใจ เมื่อแม่ทัพยังคงเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ...
ตั่ก!ตั่ก!ตั่ก! เค้าวิ่งตรงเข้าไปหากษัตริย์อย่างรวดเร็ว. . .
แกร๊ก!! สวบบบบ!!!! เพียงเสี้ยววินาที. . . หนึ่งดาบ ดับ หนึ่งลมหายใจ. . .กษัตรืย์แห่งนิวมาริคสิ้นพระชนม์ก่อนที่จะเงื้อดาบประจำพระองค์ป้องกันตัว. . .
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!"
เสียงฮือฮาดังไปทั่วห้องโถง. . .
ควับ!!
ก่อนที่ทหารองครักษ์จะถอดดาบออกจากฝัก ปลายดาบของชิโนเน่ก็จ่ออยู่ที่คอหอยของ พระธิดาซะแล้ว. . . กองทัพอมนุษย์บุกเข้ามาในห้องโถงมากมายพร้อมกับสลัดคราบมนุษย์ทิ้ง. . .
"บัดนี้!!" แม่ทัพเอวารีนพูดเสียงดังก้องก่อนที่จะกระชากคราบแม่ทัพออกเช่นกัน. . .
"ข้า!!...ชิโนเน่หัวกองพัน บลัดเทกเกอร์ แห่งอินด์เอนด์ ได้ทำการปลงพระชนม์ พร้อมกับสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง!!...หรือหากใครมีข้อโต้แย้ง...คนนั้นจะได้พูดมันออกมาได้เพียงครั้งเดียว...และครั้งสุดท้ายของชีวิต. . ." ชิโนเน่พูดจบพร้อมแสยะยิ้มอันเย็นยะเยือกอีกครั้ง. . .
"ส่วนเจ้าพระธิดา เอวริล แห่งนครนิวมาริค. . .ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง. . .ครองราชคู่กับข้า. . .หรือจะดับพระชนม์ตัวเองด้วยความรักที่เสแสร้งของเจ้า. . ."
"....เจ้า...เจ้าไม่ใช่เอวารีน. . .แม่ทัพเอวารีนอยู่ที่ไหน?"องค์หญิงเอวริล กล่าวถาม ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและตกใจ...
"หึ...หึ...อาจจะนรก...รึสวรรค์...แล้วเจ้าจะตามเค้าไปที่ไหนล่ะ...หึ...หึหึ"
น้ำตาแวววาวประดุจเพชรทอประกายพรั่งพรูออกมาจากตาของหญิงสาวอย่างไม่อาจหยุดยั้ง...ก่อนที่จะกล่าวตอบคำถามเดิมของ ชิโนเน่ ผู้อำมหิต. . .
"ข้า...เลือกที่จะปลงพระชนม์..."องหญิงหยิบกริชประจำพระองค์ขึ้นมาก่อนจะเงื้อมือ. . .
"เดี๋ยว!!"เสียงของชิโนเน่หยุดคมกริชได้ชั่วขณะ
"เพื่ออะไร?...เพื่อความรักที่เสแสร้งของมนุษย์รึไงกัน?...ความรักที่บิดเบี้ยว...เจ้าไม่อยากแก้แค้นกระนั้นรึ? ไม่อยากมีชีวิตต่อเพื่อที่จะแก้แค้นให้กับ คนที่เจ้ารักทั้งสองคนรึไง?. . .เปลี่ยนความรักเป็นความเคียดแค้น. . .นั่นแหละความรักของมนุษย์มิใช่รึ?"
ชิโนเน่ดูท่าทางร้อนรนเพียงแต่ไม่แสดงออกมากเท่าไรนัก. . .
"ความรักของข้าเป็นของแท้. . .มันจะไม่มีวันบิดเบี้ยวเป็นสิ่งน่าเกลียดโสมมเยี่ยงเจ้า. . .ความเคียดแค้นมิได้สร้างสิ่งใด. . .และเมื่อเจ้ามีให้ข้าเลือกเพียงสองทาง. . .ข้าก็จะเลือกความรักในเส้นทางของข้า. . ."
ฉึก!!!
เสียงลมหายใจขององค์หญิงแผ่วบางและหมดลงในที่สุด. . .
ทหารองครักษ์ชักดาบออกอีกครั้งหมายจะปลิดชีพผู้สังหารกษัตริย์ของตน. . .แต่ไม่มีใครเข้าใกล้ ชิโนเน่ ได้ ผู้ที่มีประสงค์ร้ายกับชิโนเน่ จะต้องหมดลมหายใจด้วยอาวุธของอสูรทั้งสามร้อยสามสิบสามตน. . .
ชิโนเน่ยืนอยู่ท่ามกลางหมอกสีแดงฉานที่เกิดจากหยดเลือดของเหล่าทหารองครักษ์ เค้าได้แต่มองดูร่างขององค์หญิงด้วยความรู้สึกที่แปลกออกไปจากทุกที. . .ความรู้สึกที่เค้าไม่เคยรู้สึกกับผู้ใดมาก่อน. . .หน้าของเค้าดูไร้อารมณ์. . .แต่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง. . .
มันน่าอายและรันทด. . .แต่ความเป็นจริงก็คือ ชิโนเน่ แม่ทัพแห่งกองพัน บลัดเทกเกอร์ ผู้เยือกเย็น และโหดร้าย ได้รู้จักกับความรักเป็นครั้งแรก. . .และสูญเสียมันไปในเพียงเวลาไม่กี่อึดใจ. . .
"นี่สินะ. . .ความรัก. . ." April 10 ระบายก่อนนอน. . .. . .มันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ. . .
. . .ว่าทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกเศร้า. . .
. . .ทำไมเราถึงอยู่คนเดียวเสมอ. . .
. . .มือจับแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์. . .แล้วขับไปตามถนนเรื่อย ๆ . . .ปล่อยให้ภาพวิวทิวทัศน์รอบข้างไหลผ่านไปเหมือนสายน้ำ. . .
. . .เสียงของยาย ที่ด่าว่าเรา. . . ไหลเวียนอยู่ในหัว. . .เพื่อนหลายคนก็ว่าเรา. . .ว่าทำอะไรก็ไม่ตั้งใจทำ. . .ชอบเหรอ ๆ หรา ๆ อยู่เรื่อย. . .ลืมนู่นลืมนี่. . .
ทุกครั้งที่โดนว่า. . .ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เราทำอะไรก็สะเพร่าไปหมด. . .อยากบอกทุก ๆ คน. . .ว่าเราพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะไม่ทำอะไรทะเล่อทะล่าอีก. . .พยายามอยู่ตลอดเวลา. . .เพียงแต่เวลาที่พลาดขึ้นมา. . .ก็จะโดนด่าคำที่มันกระแทกปมด้อย. . .
. . .ภาพเพื่อน ๆ ที่เราสนิทสนม. . .ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อกันและกัน. . .บัดนี้ก็เป็นเพียงเงา. . . สายตาที่เคยไว้วางใจเราบัดนี้เปนเพียงสายตาที่มองคนแปลกหน้าคนหนึ่ง. . .ไม่ได้บ่นเพราะเค้าไม่ดีหรอก. . .แต่รู้สึกผิดมากมาย. . .
. . .จนเรามาคิดของเราเองคนเดียว. . .ว่าเราเป็นเหมือนตัวปัญหาของใครหลาย ๆ คน. . . อย่าทำให้เค้าลำบากเลย. . .ก่อนที่ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นตัวไร้ประโยชน์. . .อย่างน้อยจากกันตอนที่เรายังมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันดีกว่า. . .ไม่เจอกันอีกเลยคงจะดี. . .
. . .จะไม่ให้ใครต้องลำบากและเดือดร้อนเพราะเราอีก. . .
. . .ที่สำหรับคนที่ไม่เป็นที่ต้องการคือที่ที่ไม่มีใครต้องการ. . .
. . .ความเหงาจับกุมหัวใจ. . .
. . .จมอยู่กับความเศร้าจนกว่าจะมีเรื่องดี ๆ เข้ามา. . . March 21 เรื่องสั้นขั้นเวลา:Sorry I can't singขอกราบแทบเท้าผู้อ่านทุกคนเพื่อเป็นการขอโทษผู้อ่านทุกคนที่หายหน้าหายตาไปเฉย ๆ(Booooooo!!)
ก็ไม่หวังให้ท่านให้อภัยอะไรเพราะมานผิดเตม ๆ
แต่ก็อยากให้ทุกคนได้อ่านและคอมเม้นท์นิยายของผมอีก...(T-T)
ส่วนเหตุผลจะอธิบายในบล็อกต่อไปพร้อมกับบทที่ 5 : ความรักไร้หัวใจ
กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้(อีกแล้ว)... ยังมีเด็กชายคนหนึ่ง เค้าชื่อ ซอ...ซอรี่ ไอแคนท์ซิง... แม่ของเค้าถามเค้าว่า “คนดีของแม่... โตขึ้นลูกอยากจะเป็นอะไร” ด้วยความเป็นเด็กเค้าจึงตอบแม่ว่า “แม่ฮะ ผมอยากเป็นสไปเดอร์แมนฮะ” "หึหึ ซอรี่" เสียงหัวเราะอันอบอุ่นของมารดาขบขันในความคิดของลูกชาย และกล่าวต่อ “ลูกอยากเป็น ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เหรอ แต่ปีเตอร์ เค้าก็มีอาชีพเป็นนักข่าวนะ แล้วลูกล่ะอยากจะทำอาชีพอะไร?” “อาชีพอะไร?” ความไร้เดียงสาของเด็ก ทำให้เกิดความสงสัยสุดหยั่ง... “ถ้าอย่างนั้นแม่ให้เลือกนะ มีอาชีพให้ลูกเลือก ...อย่างแรก เป็นนายก...ลูกรู้จักนายกรึเปล่า?” “คนที่คอยดูแลประเทศใช่มั้ยฮะ แม่” “ใช่จ๊ะ”รอยยิ้มของเธอทำให้เค้าภูมิใจยิ่งนัก “อย่างที่สอง เป็นคุณครู …และอย่างที่สามเป็นศิลปิน...” “สินปินเป็นยังไงฮะ? แม่” เด็กชายสงสัยทันควัน “ศิลปินจ๊ะ ...เค้าก็เป็นดารา หรือนักร้องไงล่ะจ๊ะ คนที่ร้องเพลงเพราะ ๆ นั่นก็ใช่” “แม่ก็เป็นศิลปินใช่มั้ยฮะ ก็แม่ร้องเพลงเพราะๆให้ฟังก่อนนอนทุกคืนเลย” เธอยิ้มอีกครั้งก่อนจะตอบ “ไม่ใช่หรอกจ๊ะ แม่ไม่ได้ร้องเพลงเพราะเท่ากับศิลปินหรอก” “แล้วอย่างผมเป็นศิลปินได้รึเปล่าฮะ” “ได้สิจ๊ะแต่ลูกต้องมีความอดทนต่อการฝึกฝนมาก ๆ นะจ๊ะ” เด็กชายเริ่มจะไม่สนใจแม่ และอยากออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ข้างนอกแล้ว...
เค้านำความรู้ที่เพิ่งได้มาเอาไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ...เด็กชายอยากให้ทุก ๆ คนรู้ว่าแม่ของเค้าเป็นคนเก่งแค่ไหน..... “แกจะเป็นนักร้องได้ยังไง? คนเป็นนักร้องเค้าต้องเท่ ๆ หล่อ ๆ มาก ๆ เว้ยถึงจะเป็นได้” เพื่อนคนหนึ่งกล่าว... “ใช่ ๆ แบบข้านี่ไง” เพื่อนอีกคนหนึ่งหลงตัวเองตามประสาเด็ก... แต่ซอรี่ก็ยอมรับว่าเค้าหน้าตาดีที่สุดในกลุ่ม... “ฮะ ๆ อย่างแกเป็นได้แค่คุณครูจน ๆ แหละว๊า..” คำตอกย้ำสุดท้าย ทำให้ซอรี่น้อยใจนัก...แต่เค้าไม่ใช่คนช่างคุย...เค้าไม่ใช่คนที่ชอบเอาปัญหาไปคุยกับคนอื่น...เค้ามักจะ... “ฮะ ๆ ฮ่า นั่นสินะ” หัวเราะกลบเกลื่อนและทำให้คนอื่นสนุกอยู่ตลอดเวลา
เด็กชายชอบร้องเพลง และเค้าชอบเพลงกล่อมเด็ก แต่เค้าก็ไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟัง เพราะเค้าไม่ได้มีรูปงาม ไม่ได้หน้าตาหล่อเหลา เค้าคิดว่าเค้าไม่สมควรร้องเพลงให้ใครฟัง ...จึงมีแต่เค้าที่ฟังตัวเองร้องเพลง... ซอรี่ร้องเพลงให้ตัวเองฟังทุกวัน...ทุก ๆ วัน... นานวันจึงกลายเป็นเดือน...หลายเดือนจนกลายเป็นปี ...และหลายปีพ้นผ่าน...จากเด็กชายก็เติบใหญ่....เป็นเด็กหนุ่มที่รูปยังไม่งามเหมือนเดิม...
....ซอรี่กำลังเดินกลับจากโรงเรียน...เค้าเดินผ่านบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง...ดูเหมือนจะเป็นบ้านของเศรษฐี... เค้ากวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วก็ชะงักกับ ผู้หญิงคนหนึ่งตรงระเบียงบ้าน.... ....เธอช่างสวยงามแม้หน้าตาของเธอตอนนี้จะดูเศร้าหมอง... ผิวของเธอขาวนวลดุจภาพวาด สีชมพูดอกชบาแต้มอยู่บนริมฝีปากอย่างเหมาะสม.... เด็กหนุ่มยากจะหยุดยั้งอารมณ์...เสียงของเค้าดังออกมาจากใจ ลูกคอสั่นระรัวจนกลายเป็นบทเพลง...บทเพลงที่มีแต่เค้าเคยได้ฟัง.... “เทพธิดาองค์น้อย...เจ้าเศร้าหมองเพราะสิ่งใด.... อยากรู้ว่าสิ่งใดทำร้ายดวงใจให้เจ็บช้ำ.... เรื่องราวช่างมืดหม่นอดทนอย่าจดจำ.... อยู่ตรงนี้คนหนึ่งซึ่งเป็นทุกข์จากตัวเธอ… อยู่ตรงนี้คนหนึ่งรู้ซึ้งในความเจ็บ... อยู่ตรงนี้เผื่อเธอจะมองเห็น....รักของชั้น เพลงและรักของชั้นจะทำให้เธอคลายทุกข์... ร่างและใจของชั้นหวังให้เธอไม่เดียวดาย.... ทุก ๆ สิ่งของชั้นจะทำแม้น้อยนิด...เพื่อรอยยิ้มของเธอ....” “เธอเป็นใคร.... เสียงของเธอช่างไพเราะยิ่งนัก”เด็กหญิงในภาพวาดเอ่ยถาม “ผะ...ผม เป็นแค่คนที่เดินผ่านมาเท่านั้น...มะ...ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร” เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเค้าควรจะเขิลหรือควรจะอ้ำอึ้งต่อไปดี...และเค้าก็นึกได้ว่าเค้าอยากเห็นรอยยิ้มของเธอ... “ทำไม...เอ่อ....คุณผู้หญิงถึงดูเศร้าหมอง…” “ชั้น....ชั้นอยากเป็นนักร้อง...ชั้นเขียนเพลงได้...ชั้นเล่นดนตรีได้...แต่ชั้นร้องเพลงไม่ได้เพราะเสียงของชั้นน่าเกลียด”....แม้เสียงของเธอจะไม่ไพเราะ แต่ซอรี่ก็ตกหลุมรักเธอซะแล้ว “เธอ...คุณผู้หญิง...คุณเก่งนะ แต่งเพลงก็ได้ เล่นดนตรีก็ได้ แล้วรูปเธอก็งามเกินกว่าใคร...เอ่อ...ถึงเธอไม่ได้เป็นนักร้องแต่เธอก็ยังเป็นศิลปิน...” “ไม่มีเครื่องดนตรีชิ้นไหนไพเราะเท่ากับเสียงของมนุษย์.... ถ้าแค่ร้องเพลงได้ ชั้นจะร้องเพลงที่ชั้นแต่ง ...ชั้นอยากจะร้องเพลงของชั้น” “อ่า....ถ้าคุณผู้หญิงไม่รังเกียจ ผม...กระผมอยากจะขอร้องเพลงของคุณ” แก้มของซอรี่แดงกว่ามะเขือซะอีก...และตอนนี้ดูเหมือนเค้าจะเหงื่อออกมากด้วย.... “ถึงเสียงของเธอจะไม่มีพลัง...แต่น้ำเสียงดี...ชั้นอยากจะลองฟังเพลงของชั้นด้วยเสียงของเธอดู และชั้นชื่อ ยู” “คะ..ครับคุณยู”
เค้าร้องเพลงของเธอ.... “คำว่ารัก ของใคร หลาย ๆ คน ที่ช่วยดล บันดาล ทุกสิ่งให้ ที่ทำลาย พลัง ความตั้งใจ อยากจะได้ รู้จัก กับความรัก มีเพียงเหงา เศร้าใจ เป็นเพื่อนชั้น ยังไม่ทัน ได้รัก ก็เจ็บช้ำ ไม่มีภาพ ความสุข ให้จดจำ จะยอมทำ เพื่อให้ได้ ความรักมา ให้ชั้นได้เจอได้มั้ย...ใครสักคนที่โดดเดี่ยวเหมือน ๆ กัน ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง ให้ชั้นได้รักได้มั้ย...ให้ชั้นได้รับความรักที่อบอุ่น มีความสุขแม้ตายก็สมหวัง...” เพลงของเธอให้ความเย็นยะเยือกกับหัวใจของซอรี่นัก “เป็นอย่างไรบ้าง.... ผมร้องไม่เพราะใช่มั้ย?” ซอรี่รู้สึกไม่มั่นใจเมื่อได้เห็นหน้าของยูหลังจากฟังเพลงจบ “เปล่าหรอก...เธอร้องเพราะมากเลย...แต่ชั้นไม่คิดว่าเพลงของชั้นจะรู้สึกเศร้าขนาดนี้” ซอรี่รู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นว่าเทพธิดาของตนกำลังเศร้าและเป็นทุกข์ “เพลงนี้ยังแต่งไม่จบใช่มั้ย?” “เอ่อ...อืม”เด็กสาวตอบอย่างไม่มั่นใจ “เพราะชั้นร้องเพลงไม่เพราะ ก็เลยแต่งต่อไม่ได้สักที เพราะชั้นมักจะหลงคีย์ไม่ก็จำจังหวะผิดไปทุกครั้ง” “อย่างนั้นเธอจะแต่งมันจนจบใช่มั้ย?” “อื้ม…พรุ่งนี้เธอจะได้มาร้องมันจนจบเพลงดีมั้ย?” ตอนนี้ความดีใจแทบจะล้นปรี่ออกมาจากข้างในเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเทพธิดาองค์น้อยของเค้า....
ซอรี่คอยอย่างใจจดใจจ่อโดยที่ตัวเองแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย....แต่พอไปถึงที่บ้านหลังใหญ่หลังนั้นสิ่งที่รอเค้าอยู่กลับไม่ใช่ ยู เทพธิดาองค์น้อย....บุคคลในชุดสีเขียวอ่อนหลายคนกำลังถอดเครื่องช่วยหายใจจากร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ....
ผู้เป็นพ่อออกมาบอกทั้ง ๆ ที่น้ำตายังคลออยู่ที่เบ้า “ยูเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย อยู่มาได้สองเดือนกว่า ๆ แล้ว...ถ้าเพียงแต่แกนอนอยู่บนเตียง...ถ้าเพียงแต่แกไม่ลุกจากเตียงเพื่อจะแต่งเพลง….” พอพูดจบเค้าก็ยื่นกระดาษสองใบทีเปื้อนเลือดให้กับซอรี่... “นี่เป็นของเธอ...สำหรับเธอ”
กว่าจะรู้สึกถึงอุณภูมิรอบ ๆ ....ภายในใจล้นปรี่ไปด้วยความเย็นเบา ๆ และ ความว่างเปล่าที่รุนแรง...ม้วนตัวเป็นวงกลมดั่งน้ำวนกระชากอารมณ์ของซอรี่ ไปทั่วทุกรูขุมขน ไม่ใช่ความหวาดกลัว ไม่ใช่ความเหงา แต่เป็นสารของความโศกเศร้าแบบเข้มข้นกัดกินหัวใจ...
ซอรี่ยืนอยู่กลางถนน ฝนตกอย่างบ้าคลั่ง แทบจะมองเห็นถนนข้างหน้าได้ไม่เกิน 10 เมตร....เค้าคุกเข่าลงอย่างหมดแรง ก้มหน้าจูบพื้นดิน...และสาปแช่งชะตา...วิงวอนต่อพระเจ้า.....
ทุก ๆ อย่างรอบตัว ค่อย ๆ ขาวโพลน เต็มไปด้วยสีขาว น้ำฝนที่ลงมาปะทะตัวค่อย ๆ ลางเลือน เค้าเงยหน้าขึ้น และยืนขึ้นอย่างช้า ๆ เพราะตกใจกับสภาวะที่เจอตรงหน้า เป็นแม่น้ำตัดยาวผ่านหน้าเค้า พื้นดินสองฝั่งมีแต่สีขาว.... “เราได้รับคำวิงวอนของเจ้าแล้ว.... เพียงแต่เจ้าเรียกหา...เพียงแต่เธอขานรับ...เธอจะกลับไปหา...เธอจะฟื้นตื่นขึ้นมา” ซอรี่ไม่รีรอ... ตะโกนเรียกชื่อของเธออยู่หลายครั้ง...
“ยูยยยยยยยยยยย.......ยูยยยยยยยย...ยูยยยยยยยยยยยยยย”
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น....
และเค้าก็ร้องเพลง....เพลง ๆ หนึ่งที่เค้ายังจำได้... “ปิดตาลงแล้วรู้สึกมั้ยคนดี มือของชั้นสัมผัสกับตัวเธอ ใจของเธอกำลังถูกโอบกอด ด้วยความรัก ...ความห่วงใย แสงสว่างของพรุ่งนี้... จะทำให้เธอลืมตา... ด้วยพลัง..... ด้วยสติปัญญา... และด้วยหัวใจ....” ซ้ำไปซ้ำมา...เค้าร้องจนสุดเสียง...ร้องไปเรื่อย ๆ...
ผิวหนังเริ่มรู้สึกถึงความเย็นของเม็ดฝน... สีขาวรอบ ๆ เริ่มหายไปเหมือนกับเค้าเพิ่งตื่นจากความฝัน...
ฝนยังคงตก...และเท้ายังคงวิ่ง...วิ่งกลับไปยังบ้านของเธอ...สถานที่ที่เค้าได้พบกับเทพธิดาของเค้า....
….พายุฝนผ่านพ้น น้ำค้างบนใบไม้ทอประกาย...ซอรี่หยุดยืนหน้าประตู....
เหมือนกัน...เหมือนกับครั้งแรกที่เค้าหยุดยืนที่นี้...ระเบียงบ้านที่ถูกออกแบบมาเหมือนจัดฉาก...และผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ที่เดิม... ที่ต่างไปจากเดิมคือเด็กผู้หญิงกำลังร้องเพลง ด้วยเสียงอันไพเราะ...เกินกว่าจะเคยได้ยินที่ไหน....เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ซอรี่คุ้นเคย... รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม.... เค้าดีใจไม่ต่างจากคนภายในบ้านหลังนั้นเลย....
เค้าสูดหายใจเข้าและเปล่งเสียง....แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงลม... เสียงลมหายใจแหบ ๆ...
เค้าตกใจ.... เกิดความกลัว.... ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรเค้าหันหลังและเดินกลับ...
“เดี๋ยว!....เดี๋ยวก่อน.... เธอ...เด็กหนุ่มที่มาหาชั้นเมื่อวาน...และชั้นก็ได้ยินเสียงของเธอก่อนที่ชั้นจะฟื้น” เสียงใสกังวานของเด็กสาวร้องเรียก.... “......”เด็กหนุ่มหยุดเดินและไม่พูดอะไร.... “เธอเป็นคนเรียกชั้นใช่มั้ย....เป็นคนที่ตามชั้นกลับมา... ชั้นอยากรู้จักเธอ....เธอชื่ออะไร.... ตอนที่ชั้นฟื้นขึ้นมาไม่รู้ทำไมเสียงของชั้นดีขึ้น ดีกว่าเดิมมาก ๆ น้ำเสียงเพราะเหมือนเสียงเธอเลย...เรามาร้องเพลงด้วยกันนะ....” “......”เด็กหนุ่มยังคงเงียบ....ก่อนจะหยิบเศษกิ่งไม้แถวนั้นขึ้นมาเขียนบางอย่างบนพื้นทราย....และเดินจากไป....
เด็กสาวตกใจและรีบวิ่งจากระเบียงโดยไม่ฟังเสียงห้ามจากคนในบ้าน.... เธอหยุดยืน...และมองแผ่นหลังของเค้าค่อย ๆ จากไป ก่อนที่จะอ่าน...บนพื้น...
“Sorry Icantsing”
จะจบดีมั้ยเนี่ย? November 11 บทที่ 4 : ย้อนรอย. . .คำแรกที่ต้องกล่าวต่อเพื่อน ๆ ที่แวะเวียนเข้ามาชมใน Space แห่งนี้คงจะต้องเป็นคำว่า. . .
"ขอโทษ. . ." ที่อยู่ ๆ ก็หายไปซะเฉย ๆ . . . อนึ่งก็มาจากความขี้เกียจของตัวผู้เขียนเอง. . . อนึ่งก็มาจากผู้อ่านตั้งความหวังไว้กับตัวผู้เขียนมากไปหน่อย. . .(รู้ไว้ซะว่าตัวเองก็ผิด อิอิ) . . .
เรือเดินสมุทรที่ทำจากไม้โบราณสีดำสนิทขนาดเท่าปราสาทหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง แล่นตัดผืนเมฆ ราวกับวิ่งผ่านมหาสมุทรบนฟ้า. . .
หางเสือผลักตัวเรือไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว. . . ชายร่างใหญ่ ผมและแววตาสีดำของเขาราวกับดูดแสงจากพระอาฑิตย์โดยรอบจนหมด... "ต้องขอโทษด้วยที่อยู่ ๆ ก็ต้องทำแบบนี้" เสียงเรียบ ๆ และแหลมออกจากปากของเค้า... "ต้องการอะไร?" ครูเซย์ทายาทคนสุดท้ายของเผ่ามังกรเอ่ยถาม เมื่อหน้ากากของเค้าดูเด่นเหลือเกินเมื่อต้องมาอยู่กลางแสงแดดแรงกล้าเช่นนี้... "นายจะทำอะไรน่ะ? ครูเซย์บาดเจ็บสาหัสเจียนตาย จากการประลองกับชั้นนะ นายเป็นลูกผู้ชายรึเปล่า?" เจมารี่กับคันธนูยักษ์คู่ใจของเธอแผดเสียงด้วยความไม่พอใจเมื่อคู่กัดตลอดกาลของเธอถูกจับมัดไร้ทางต่อสู้... "เธอน่ะเงียบไปเลย..."(บาดเจ็บสาหัสเจียนตายตรงไหนฟะ) ครูเซย์เตือนเจมารี่เรื่องการขัดบทสนทนาของผู้อื่น "คงจะเป็นการเสียมารยาทถ้าหากชั้นไม่แนะนำตัวก่อนจะพูดถึงจุดประสงค์นะ.... ชั้นชื่อรัตติกาล... ส่วนเผ่าแมวที่ยืนอยู่ทางนั้นคือแม่มดคาตารุ" "สวัสดีจ๊ะ เมี๊ยว.." คาตารุทักทายอย่างยิ้มแย้ม... "ว่าไงนะ!! คาตารุจอมเวทย์สถาปัตย์น่ะเหรอ?" เจมารี่ถามอย่างออกอาการ... "ถ้างั้นนายก็เป็นนักฆ่าที่ถูกประกาศจับอยู่งั้นสิ" ครูเซย์แสดงความเห็น... รัตติกาลเงียบ... "จะบ้าเรอะ คนที่ถูกทางการประกาศจับมาอยู่พร้อมหน้ากันสี่คน ขุมทองชัด ๆ จะโกหกอะไรก็น่าจะมีลิมิตกันบ้างนะเนี่ย" ปากเจมารี่ว่าอย่างนั้นแต่หน้าตากลับบอกอาการเชื่อไปกว่าครึ่งแล้ว... "ชั้นมีเหตุผลนิดหน่อยที่จำเป็นต้องได้ตัวนายไป... ชั้นขอความร่วมือจาก ชิโนเน่ เพื่อที่จะเข้าไปยังใจกลางทวีปหายนะ..." หลังสิ้นเสียงบรรยากาศไม่ไว้วางใจก็เปลี่ยนบรรยากาศอึ้ง... "ชิโนเน่บอกแค่ว่าถ้าเรียกพวกนายซึ่งเป็น 2 ท๊อปลิสในประกาศจับไปหาเค้าได้ เค้าจะยอมร่วมมือด้วย" "หึ หึ 2 ท็อปลิสรึ นี่แสดงว่าชั้นก้าวข้ามนายแล้วนะครูเซย์ แต่การจับตัวครูเซย์เพื่อจะเรียกชั้นออกมาอย่างนี้มันเป็นการกระทำที่เลวร้ายมากรู้ตัวรึเปล่า" เจมารี่ลำพองพร้อมว่ากล่าวตักเตือนรัตติกาล "ชั้นหมายถึง คาตารุ กับครูเซย์..." เจมารี่ออกอาการสูญเสียความมั่นใจขั้นโคม่า... "นั้นหมายความว่าพวกเราต้องเอาชีวิตไปทิ้งกับนายงั้นหรือ?..."ครูเซย์ถามต่อ "ไม่จำเป็นมันเป็นความสมัครใจของนาย... ชั้นแค่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับชิโนเน่เท่านั้น ชิโนเน่อยากให้นายไปด้วยหรือนายจะตัดสินใจไปที่อื่นก็ไม่ว่าหรอกแต่นายต้องไปหาชิโนเน่ก่อนก็แค่นั้น..." "...ทั้งหมดนี้เชื่อได้แค่ไหนกัน ทั้งเรื่องพวกนาย มีนักฆ่าที่ไหนเปิดเผยตัวเองกับที่คนที่เจอหน้ากันครั้งแรกบ้าง..." "หลักฐานคือเรือที่นายนั่งอยู่นี่ไง... เรือเหาะ High Navigator เป็นผลงานการออกแบบของคาตารุเค้าล่ะ..." หลังจากจบบทสนทนาทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบที่น่าอึดอัดของค่ำคืนที่ยาวนาน... "ทำไมชิโนเน่ถึงเรียกตัวพวกเราไปทั้งที่พวกเราไม่เคยเจอหน้าเค้าสักครั้ง"(แม้แต่หอคอยหมาด้นอะไรนั่นยังไม่เคยเห็น)ครูเซย์หยุดความเงียบด้วยเสียงที่ลอดผ่านหน้ากากเหล็กของเค้า "เรื่องนี้ชั้นก็ไม่แน่ใจในจุดประสงค์ของเค้าเหมือนกัน แต่ที่รู้อย่างเดียวคือเค้าเป็นคนเดียวที่เข้าไปในทวีปหายนะแล้วก็รอดชีวิตออกมาได้..." "เรื่องนั้นชั้นก็รู้เหมือนกัน และชั้นก็ได้ยินเรื่องราวของเค้ามาเหมือนกัน เกี่ยวกับประวัติของผู้ฝากรอยเท้ายังทวีปหายนะ" เจมารี่เอ่ยขึ้น ซึ่งมันทำให้ทุกคนหันไปมองหน้าเจมารี่อย่างไม่ค่อยแน่ใจในความรู้ของเจมารี่เท่าไรนัก... เจมารี่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยจึงเริ่มเล่าเรื่องที่ตนรู้อย่างละเอียดยิบ ...ในบางส่วน... จนสามารถจับใจความได้ว่า... .
. .
. . .แต่ก่อนในยุคที่ทวีปฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในถาวะสงคราม(เริ่มเรื่องได้การ์ตูนมาก ๆ)
ยังมีแม่ทัพผู้หนึ่งซึ่งมีฉายาไร้พ่าย... ผู้ที่รักษาเมืองนิวเมริคไว้จากกองทัพนับหมื่นหลายครั้งหลายครา... เค้าคือแม่ทัพเอวารีน...(คิดว่าเป็นชิโนเน่ล่ะสิ) ครั้งหนึ่งเค้าใช้กองกำลังหนึ่งพันเข้าปะทะกับกองทัพบลัดเทกเกอร์แห่ง อินดิเอนด์... ในศึกนั้นใคร ๆ ต่างก็คิดว่า บลัดเทกเกอร์ ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเหมือนที่ผ่านมา กองทัพนับหมื่นของบลัดเทกเกอร์ถูกถล่มพินาศย่อยยับจนเหลือกำลังพลแค่ สามร้อยกว่าชีวิต... ทันทีที่ทหาร หนึ่งใน นั้นถูกเสียบด้วยหอกทะลุตำแหน่งหัวใจออกทางกระดูกสันหลัง... ทุกคนในสงครามต่างตกใจจนหน้าซีดซึ่งแม่ทัพเอวารีนก็เช่นกัน... เมื่อทหารคนที่ถูกเสียบอยู่นั้นใช้กรงเล็บที่ติดอยู่ที่แขนขวาฟันคอของทหารที่ถือหอกอยู่อย่างกับตัดผักคะน้า เค้าดึงหอกออกจากทางด้านหน้าจากโคนหอกจนสุดปลายหอกหลุดออกมาจากรูเดิมที่แทงเข้าไป... ทหารทุกคนต่างเสียขวัญเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองสู้ด้วยไม่ต่างจากซอมบี้ที่ไม่มีวันตาย... ไม่สิมันน่ากลัวยิ่งกว่านั้น... ทหารฝ่ายบลัดเทกเกอร์ที่ล้มตายไปเหล่านั้นเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้นส่วนที่เหลืออยู่นี้เป็นกองกำลังจริง ๆ ของเค้า... แม่ทัพเอวารีนต้องต่อสู้กับทหารฝ่ายบลัดเทกเกอร์ถึง 3 คน...ต่อสู้แบบที่ไม่มีวันจุดจบ... เค้าฟันหัวของตัวที่อยู่ด้านขวาหลุดออกในขณะที่หัวพลทหาร 3 คนของเค้าถูกกงจักรบินโฉบผ่านไป... กลับตัวแล้วจึงเงื้อดาบฟันทหารที่อยู่ด้านหลังของเค้าขาดสะพายแล่งก่อนที่เค้าจะสังเกตุเห็นว่า กองกำลังหนึ่งของเค้าถูกตัดเป็นชิ้นด้วยแสงสีแดงเส้นเล็กถ้ามองไกล ๆ ก็ไม่ต่างจากชิ้นส่วนของเล่น หลุดออกจากกัน... เอวารีนก้มตัวหลบหอกที่ฟันเฉี่ยวท้ายทอยของเค้าก่อนจะเตะต่ำจนศัตรูล้มลงพร้อมเอาดาบแทงบริเวณใบหน้าจึงเงยหน้าขึ้นมาเพื่อดูทหารของตนกำลังถูกคว้านท้องแล้วใช้มือตักเลือดขึ้นมาดื่มเหมือนน้ำซุบ(ฉากนี้โหดไปนิดนึงนะ) กว่าจะรู้ตัวทหารที่เข้าเพิ่งฟันหัวขาดก็ลุกขึ้นพร้อมเอาหัวขึ้นมาต่อเหมือนเดิม... เค้าต่อสู้วนไปวนมาอย่างนี้พร้อมกับดูการตายของกองทัพที่เค้าภูมิใจเรื่อย ๆ... "เมื่อไรชั้นจะตาย เมื่อไรชั้นจะตาย ..." เสียงนี้ดังอยู่ในหัวของเค้าตลอดเวลาหลังจากเค้าแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เค้าเจออยู่นี้ไม่ใช่ฝันร้าย... เค้าเสียกหลักล้มลงอย่างเหน็ดเหนื่อยปลายกงเล็บกำลังจะบั่นคอของเค้า... "หยุดก่อน" (เคยเข้าใจความรู้สึกอารมณ์ค้างของคนอยากตายแล้วไม่ได้ตายมั้ย...ผมไม่เข้าใจเท่าไรจึงอธิบายไม่ถูก) เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฎกายของชายร่างเล็กคนหนึ่ง... เอวารีนมองบรรยากาศรอบ ๆ สถานที่นั้นไม่ต่างจากนรกเลย... คนมากมายกำลังนอนพักผ่อนกลางบ่อเลือโดยมียมฑูตเดินหาผู้รอดชีวิตเพื่อซ้ำให้ตายอย่างทรมาน... เค้าระเบิดเสียงและคำถามที่อัดอั้น.... "ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!! แก...แกทำอย่างนี้ทำไม? ทั้งที่ทหารแกแข็งแกร่งขนาดนี้... แล้วแกเอาทหารที่มีชีวิตพวกนี้มาสู้รบทำไม!!?" รอยยิ้มเย็นยะเยือกปรากฎภายใต้ผมที่ยาวลงมาปรกหน้า "เพราะพวกแกเป็นมนุษย์ยังไงล่ะ..." ฉับ!!....
หัวของแม่ทัพไร้พ่ายหลุดออกมาอย่างง่ายดาย... October 14 เรื่องสั้นขั้นเวลา ตอน: นายปราถนากับนางสาวสุดฟ้า. . .กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้. . .
มีผู้ชายและผู้หญิง คู่หนึ่ง. . . เค้าชื่อนายปราถนา. . .
ส่วนเธอชื่อนางสาวสุดฟ้า. . . วันที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรก. . .
นายปราถนาจบปริญญาตรีสาขาวิชา สถาปัตย์. . .
นางสาวสุดฟ้าจบปริญญาโทสาขาวิชา บริหารการจัดการ. . . นายปราถนาตกหลุมรักเธอเพราะว่าเธอยิ้มสวยในวันรับปริญญา. . .
นางสาวสุดฟ้าเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้ดีไปกว่าผู้ชายคนอื่น ๆ เท่าไรทำหมวกครุยซ์ตก. . . นายปราถนาจำชื่อ ใบหน้า น้ำเสียง และอริยาบถของเธอ. . .
นางสาวสุดฟ้ารู้สึกรำคาญกับผู้คนมากมาย รวมทั้งเค้าด้วย. . . นายปราถนาจะมารอ ที่เดิม วันเวลาเดิม เพียงเพื่อเห็นหน้าของเธอ. . .
นางสาวสุดฟ้าเดินมา ที่เดิม วันเวลาเดิม เพื่อจะซื้อนิตยสารรายสัปดาห์. . . นายปราถนาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเธอนานขึ้นแม้วินาทีเดียว. . .
นางสาวสุดฟ้ารู้ว่ามีพนักงานเข้าใหม่จำนวนหนึ่งในขณะที่เธอกำลังรับประทานมื้อเที่ยงกับพ่อของเธอ. . . นายปราถนาเข้าไปปลอบเธอเมื่อเธอท้อแท้กับปัญหาในโปรเจคใหญ่ ๆ. . .
นางสาวสุดฟ้าขอบใจเค้าและเห็นเค้าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีคนหนึ่ง. . . นายปราถนาบอกเธอให้เธอรู้ถึงความสุขที่สามารถเจอได้ทุกที่. . .
นางสาวสุดฟ้าบอกเค้าว่าเธอมีความทุกข์มากมายแค่ไหนทุกครั้งที่เจอกัน. . . นายปราถนามักจะมอบรอยยิ้มบนใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของเธอ. . .
นางสาวสุดฟ้ารู้ตัวเสมอว่าเค้าคือคนที่เข้าใจเธอดีที่สุด. . . นายปราถนาลาป่วยเป็นเวลา 1 สัปดาห์. . .
นางสาวสุดฟ้าทะเลาะกับพ่อเรื่องพิธีดูตัวเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว. . . นางสาวสุดฟ้าร้องไห้เพื่อจะบอกเค้าว่าเธอรักเค้ามากมายแค่ไหน. . .
นายปราถนาบอกกับเธอผ่านสายโทรศัพท์. . .ว่า. . . เธอคือ ความฝันที่ไม่มีทางเป็นความจริง. . .เหมือน สุดฟ้า ที่มองเห็นแต่ไปไม่ถึง. . .
เค้าคือ ความฝันที่ยืนอยู่ท่ามกลางความจริง. . .เหมือน ความปราถนา ที่จะทำให้เธอได้พบความสุขทุกครั้งที่นึกถึง. . . ความปราถนาไม่มีทางไปถึงสุดฟ้า. . . แต่สุดฟ้าจะอยู่ในความปราถนาตลอดกาล. . . สุดฟ้ากับปราถนาเป็นสิ่งเดียวกันแต่อยู่ห่างไกลกันด้วยระยะทางที่เรียกว่าความจริง. . . October 08 บทที่ 3:คมศรเหนือ ปลายหอกใต้. . . ใจกลางเมือง ลีกาเดนท์ ตึกก่อสร้างมากมายสูงชะลูดราวกับจะแย่งกันเพื่อพุ่งไปยังจุดสูงสุด สถานที่ที่มีผู้คนมากมาย หลายเผ่าพันธ์ เป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีการไหลเวียนของค่าเงินมากที่สุด. . .
แต่ในวันนี้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น. . . ท้องฟ้าทิศเหนือมีเมฆปกคลุมจนท้องฟ้ามีสีดำเหมือนกลางคืน ราวกับแสงสว่างถูกกลืนกิน. . . ส่วนท้องฟ้าทิศใต้กลับมีแสงสว่างสีฟ้า สาดส่องราวกับจะชื่นชมปฐพีว่างดงามเพียงใด. . . ผู้คนต่างแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บ้างก็หลบเข้าที่พักอาศัย บ้างก็วิ่งไปทางทิศใต้ของเมืองเพราะกลัวจะถูกเงามืดจากทางทิศเหนือกลืนกิน. . . ท่ามกลางตึกสูง ๆ มากมาย มีเงาคนสองคนซึ่งยืนอยู่คนละฟากกันราวกับเป็นตัวแทนของอำนาจที่เกิดขึ้น. . . "วันนี้ควรจะเป็นวันตัดสินระหว่างเราสักทีนะครูเซ่ย์" ผู้หญิงถือศรคันใหญ่เกือบ 1 ช่วงคน ที่ยืนอยู่ฟากทิศเหนือพูดขึ้น. . . ". . ." ฝ่ายชายที่ยืนอยู่บนตึก ฟากทิศใต้ยังคงนิ่งเงียบ. . . "หึ! ถ้าเธอไม่เริ่มชั้นจะเริ่มก่อนแล้วกันนะ" แขนเรียว ๆ ข้างซ้ายของเธอยกคันศรขึ้นช้า ๆ เพื่อเล็งเป้าหมาย ส่วนแขนอีกข้างก็ชักเอาลูกศรที่สะพายอยู่ด้านหลังมาพร้อมกับง้างคันธนูอันยักษ์ที่ไม่สมกับขนาดตัวเจ้าของเลย. . . "เจมารี่ เธอไม่ควรยุติปัญหาด้วยกำลัง. . ."เสียงรอดผ่านหน้ากากเหล็กรูปร่างคล้ายหน้ามังกรของฝ่ายชายที่มีรูปร่างเล็ก. . . "คำพูดของพวกรักสันติรึ ? ฟังไม่ขึ้นเท่าไรเลยนะ. . ."เจมารี่ย้อนใส่. . . "แต่. . ." ฟุ่บ. . . ไม่ทันได้พูดต่อเสียงศรหลุดออกจากคันธนูก็ดังขึ้น แสงสีดำตัดผ่านดวงอาทิตย์ พุ่งใส่ครูเซย์ด้วยความเร็วสูง. . .พร้อมกับเสียงตัดอากาศอันรุนแรง. . . ฟ้าวววววว...ววว... หยดเลือดกระเซ็นออกมาจากรอยแผลเล็ก ๆ บนลำคอครูเซย์. . . ไม่ใช่เจมารี่พลาด แต่ครูเซย์หลบได้เพียงฉิวเฉียดเท่านั้น. . . "สงสัยจะพูดกันไม่รู้เรื่อง. . ."ครูเซย์ตัดวาจา พร้อมพุ่งออกไปข้างหน้าด้วยหอกยาวเหยียด. . . ตูม!! ความเร็วในการพุ่งตัวของครูเซย์เรียกได้ว่าระดับเทพเลยทีเดียว จนแท่นเหยียบที่ครูเซย์ใช้กระโดดพุ่งตัวออกมานั้นแตกเป็นเสี่ยง. . . แต่ด้วยไหวพริบ เจมารี่หยิบศรขึ้นมาพร้อมกัน 3 ดอกและยิงออกไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว. . .ศรทั้ง 3 พุ่งเข้าหาครูเซย์ราวกับถูกดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว. . . ครูเซย์ใช้หอกเสมือนเป็นหางเสือ. . .เค้าสะบัดหอกทำให้ทิศทางในการพุ่งเข้าเบี่ยงไปเพื่อหลบลูกศรนั้น ฉึก!!. . . แต่ศรดอกหนึ่งก็ยังปักเข้าที่แขนขวาของเค้าจนได้. . . ก่อนที่นักธนูสาวจะทันได้ง้างคันศรชุดต่อไป. . .พลหอกก็เข้าประชิดตัวเสียแล้ว การเบี่ยงตัวของครูเซย์ทำให้เค้าต้องเข้าโจมตีทางด้านขวาของเจมารี่ด้วยการฟาดหอกใส่อย่างรุนแรง. . . เปรี้ยงงง!!....งง.. เธอกระโดดหลบได้ทัน. . .แต่แรงกระแทกของหอกก็ทำให้แท่นยืนของเจมารีแหลกเป็นจุณ. . . ครูเซย์พุ่งเข้าหาตัวตึกแห่งหนึ่ง เค้ากลับตัวพร้อมใช้ผนังคอนกรีตเป็นแท่นเหยียบก่อนที่จะพุ่งเข้าหานักธนูสาวอีกครั้ง. . . เจมารี่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศแต่เธอก็ยังง้างธนูหันเข้าหาใส่พลหอกได้ราวกับนักกายกรรม. . . "เลมารี่ ไฟเยอร์!!" เธอยิงธนูเพลิงลูกใหญ่ใส่ครูเซย์ หลังจากร่ายคาถาจบ. . . "ดราโก้ วอร์เตอร์ชิลด์!!" สายน้ำรอบตัวครูเซย์ไหลมารวมกันเป็นวงกลม. . . ถ้ามองไกล ๆ จะเหมือน ลูกไฟ กับ ลูกน้ำ ขนาดยักษ์กำลังพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง. . . ตูมมมมม....มม...!! แรงระเบิดที่เกิดจากอุณหภูมิที่ต่างกันมากทำให้เกิดหมอกไอน้ำสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่ว. . . แล้วเงาดำก็่พุ่งออกมาจากกลุ่มควัน เข้าหาตัวเจมารี่อย่างรวดเร็ว. . . เธอชักมีดสั้นประจำตัวออกมาปัดคมหอกอย่างเฉียดฉิวแต่แรงพุ่งของครูเซย์ทำให้ตัวเธอหมุนและกระเด็นออกเหมือนลูกข่าง. . . แต่ฤทธ์ของเจมารี่ไม่ได้มีแค่นี้ในขณะที่ตัวหมุนออกไปด้านข้างเธอก็ยังฝากลูกธนูพุ่งเข้าใส่ครูเซย์ได้อีกสัก 2 ดอก. . . คราวนี้ครูเซย์เป็นฝ่ายหมุนทวนหอกเพื่อปัดลูกศรเหล่านั้น. . . แรงพุ่งของครูเซย์ทำให้การลงสู่พื้นครั้งนี้ไม่ต่างจากระเบิดขนาดย่อม. . .กำแพงโดยรอบแตกเป็นรอยร้าว. . .แต่เค้าก็ยังไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยเค้าพุ่งตัวใส่เจมารี่ที่ยังลอยอยู่กลางอากาศอีกครั้งอย่างรวดเร็ว. . . ในขณะที่ฝ่ายเจมารี่กำลังง้างลูกศรอีกครั้งหอกของเจมารี่ก็ประชิดตัวซะแล้ว. . .เธอเตะลำตัวของหอกเพื่อลังกาหลังให้ลำคอเธอหลบพ้นปลายหอกเพียงไม่กี่มิล. . .ก่อนจะยิงศรพลาดใส่หน้ากากของครูเซย์อย่างจัง. . . ทั้งสองฝ่ายต่างลงมาหยุดยืนห่างกันเพียงไม่กี่เมตร. . .แต่เพราะหมอกของไอน้ำทำให้เห็นใบหน้าของฝ่ายชายไม่ถนัดนัก. . .ก่อนที่ทั้งสองจะขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหาจังหวะเสียงของเหล่าทหารยามก็ดังขึ้น. . . "ครูเซย์ และ เจมารี่ เราขอให้คุณอย่าขัดขืนการจับกุมครั้งนี้. . .ตอนนี้ทหารฝ่ายรักษาการณ์ทั้งหมดของเมืองได้ปิดล้อมบริเวณนี้ไว้แล้ว!!" หมอกกำลังจางทำให้ทั้งสองมองเห็นกลุ่มคนที่มาล้อมบริเวณนี้เหมือนกำแพงมนุษย์. . . ในขณะที่กลุ่มคนเหล่านี้กำลังขยับเข้ามาใกล้ทีละนิดราวกับจะบีบอัด 2 ชีวิตนั้น. . .ก็มีเงาสีดำขนาดใหญ่บินผ่าน. . .
เรือเหาะขนาดยักษ์สร้างโอกาสให้นักรบทั้ง 2 เพียงเสี้ยววินาที. . .เจมารี่ยิงคันศรที่มีปลายเชือกติดอยู่ใส่เรือเหาะได้อย่างไม่ยากเย็นในขณะที่ครูเซย์ใช้แรงกระโดดพุ่งตัวใส่เรือเหาะราวลูกปืน. . . "อ๊ะ! มันหนีไปได้แล้วครับท่านหัวหน้า" ประโยคยอดฮิตของตัวร้ายหลุดออกมาจากทหารนายหนึ่ง "ข้าเห็นแล้วเฟ้ย! ไอ้จ๊าดง่าว" ห้วหน้ากองทหารรักษาการณ์แสดงใบหน้าเคียดแค้นใส่ใบหน้ายิ้มเยาะของเจมารี่ที่กำลังลอยตามเรือเหาะลำนั้นไป. . . . . . . . . . . . ."เฮ้อ~ รอดมาได้หวุดหวิดเลยน๊า~"เจมารี่ถอนหายใจในขณะที่ปีนเชือกขึ้นมาบนเรือเหาะได้สำเร็จ. . .แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เจมารี่ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย. . . "หวัดดี สมาชิกใหม่" ชายรูปร่างสูงใหญ่กล่าวทักทายในขณะที่มีดสั้นของเขาอยู่ที่คอของครูเซย์. . .ใช่แล้วเขาคือรัตติกาลยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งที่ถูกทางการประกาศจับเช่นกัน. . . "เรามีเรื่องจะรบกวนครูเซย์น่ะเลยจำเป็นต้องขอให้ร่วมทางไปด้วย จะได้มั้ย?" ในขณะที่เจมารี่กำลังงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราก็จะขอจบเรื่องของบทนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้แล้วกัน. . . October 06 บทที่ 2: จอมเวทย์สภาปัตย์-- ตอบคอมเม้นท์ที่แว้ว --
รัตติกาล = กระผมเอง
เจ้าของปราสาท = Around the flur
จอมเวทย์คาตารุ = ผ.เพิ่ง
ครูเซย์ = เพื่อนกระผมเองชื่อ vasabi
๛-----------------------------------๛
ถ้าพูดภึงประเทศ คลอเรียด์ ทุกคนจะต้องนึกถึงเมือง ไลท์วิลล่า ซึ่งถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ. . .
ลองนึกถึงทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา เนินใหญ่ เล็ก ปะปนกันมากมาย. . .บ้านแต่ละหลังจัดเรียงกันอย่างเหมาะเจาะลงตัว ราวกับวาดขึ้นมากับมือ. . .เป็นที่กล่าวขานไปทั่วว่าใครก็ตามที่เค้ามาในเมืองแห่งนี้จะไม่มีวันกลับออกจากเมืองได้อีกเพราะต้องมนเสน่ห์ของสุนทรีย์แห่งธรรมชาติ. . .
แทบไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 3 ปีก่อนพื้นที่แถบนี้เคยเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้ง. . .ไร้สิ่งมีชีวิตใด ๆ อาศัยอยู่. . .
มีคณะเดินทางกลุ่มหนึ่งบุกเบิกและเข้ามาอาศัยอยุ่ที่นี้. . .
จอมเวทย์คนหนึ่งในนั้นชูไม้กายศิทธ์สีทองพร้อมร่ายคาถามากมาย. . .
พื้นหญ้าก่อกำเนิดดุจเกลียวคลื่น. . .
ต้นไม้น้อยใหญ่ทะยานสู่ท้องฟ้ารอบอาณาบริเวณ. . .
ก้อนหินเคลื่อนไหวราวพายุประกอบเป็นบ้านหลากหลาย. . .
คณะเดินทางตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น. . .และกล่าวคำสรรเสริญต่อนักเวทย์ผู้นั้นมากมาย
จนมีสมญาว่า. . .จอมเวทย์สถาปัตย์คาตารุ. . .
หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลกลาง ได้โอนชื่อ จอมเวทย์ผู้นั้น เป็นคนของรัฐบาลกลาง และยึดอำนาจทั้งหมดไว้. . .
ผู้ที่เป็นคนของรัฐบาลกลาง จะไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้หากไม่มีคำสั่งของรัฐบาลกลางออกมา. . .
และจะถือเป็นผู้ต่อต้านหากกระทำการนอกเหนือคำสั่ง. . .
ปัจจุบันจอมเวทย์คาตารุหลบหนีรัฐบาลกลางมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว. . .
๛---------------------------------------๛
"นี่เป็นข้อมูลทั้งหมดเหรอ?" รัตติกาลเอ่ยถามหัวหน้าหมู่บ้านที่ให้ใบปลิวข้อมูลหมู่บ้านมา. . .
"ใช่แล้วล่ะ. . . หมู่บ้านเราก็ไม่ได้รับการติดต่อจากจอมเวทย์คาตารุ มา 3 ปีแล้วเช่นกัน" หัวหน้าหมู่บ้านที่ยังดูหนุ่มแน่นตอบ. . .
ตึก. . ตึก. . ตึก. .
เสียงฝีเท้าทหารยามประจำหมู่บ้าน(ซึ่งเป็นคนของรัฐบาลกลุ่มหนึ่ง)เดินผ่าน . . . รัตติกาลดูร้อนใจผิดปรกติขึ้นมาทันที
"นายก็โดนทางการตามล่าเหมือนกันเหรอ"
". . . "
"แหลมเซอบิรัส. . . ลองไปที่นั่นดูสิ ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของเค้าน่ะ"
รัตติกาลรีบออกเดินทางโดยไม่ได้กล่าวลาแม้สักคำ. . .
.
. .
. . .ณ แหลม เซอบิรัส สุดขอบตะวันตกของประเทศ คลอเรียด์(เร็วดีแมะ?). . .
ถ้าดูลักษณะทั่ว ๆ ไป ที่นี้ก็เหมือนหมู่บ้านธรรมดา ๆ หมู่บ้านหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าว่ากันตามลักษณะทางยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการทหาร ด้านเกษตรกรรม นับว่าเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์พร้อมมาก ๆ สามารถทำประมงที่ชายหาดใต้หน้าผาได้. . .
"ที่นี้ไม่รู้จักคนชื่อนี้!!" เสียงตะโกนรอดผ่านช่องก่อนที่เสียงประตูจะกระแทกใส่หน้ารัตติกาลตามมาติด ๆ. . .
ปัง!!....
ดูชายหนุ่มจะมีทีท่าผิดหวังเล็กน้อยก่อนที่จะไหวตัวได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเค้าอยู่จากซอยเล็ก ๆ. . .เค้าหันและรีบวิ่งตามไปทันที. . . สายตาคู่นั้นหายไปในความมืดของซอยเล็ก ๆ นั้นอย่างรวดเร็ว. . .
ตึก ๆ ๆ ๆ. . .
อีกด้านหนึ่งที่ซอยนั้นสามารถทะลุออกมาได้ มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ กุลีกุจอวิ่งออกมา พร้อมจับหมวกปีกกว้างบนหัวไม่ให้ปลิว แล้วจึงวิ่งเข้าไปอีกซอยหนึ่งซึ่งเล็กกว่าเก่าอย่างชำนาญ เธอกระโดดข้ามถังขยะ ข้ามกล่องสินค้าเล็ก ๆ อย่างไม่ยากเย็น. . .แต่ก็ไม่สามารถหนี "เคลื่อนไหวดุจดรีมแดง" ของรัตติกาลได้อยู่ดี
. . .
เสียงฝีเท้าของรัตติกาลตอนกระโดดจากหลังคามาเหยียบบนพื้นตรงหน้า เด็กน้อยคนนั้น. . .
"เป็นคนของรัฐบาลงั้นหรือ ?"เสียงยะเยือกพร้อมสายตาที่ดำมืดของรัตติกาลจ้องมองเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง(ออกอาการหื่นเล็กน้อย)
เธอดูหวาดกลัวไม่กล้าขยับเขยื้อน. . .เธอส่ายหัวทำให้หมวกปีกกว่างของเธอพริ้วไหวเล็กน้อย
"ถ้างั้นเธอ. . .อ๊ะ! เธอเป็น*อนิม่าพลัสเหรอ. . .เผ่าแมวงั้นสิ?"
*อนิม่าพลัส คือ ชนเผ่าที่มีหน้าตาเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ แต่มีรูปร่างคล้ายคน
คราวนี้เธอพยักหน้าทำให้หมวกใบใหญ่ของเธอเกือบหล่นลงมา. . .
"อุ๊บ! แง๊ว. . ."
รัตติกาลคุกเข่าลงเพื่อความสะดวกในการคุย พร้อมกับจัดหมวกให้เด็กน้อย. . .
"เอาล่ะ. . . ถามเธออย่างนะ เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับจอมเวทย์คาตารุรึปะ. . .!!?"
"นั่นไง!! คนที่เห็นวิ่งอยู่บนหลังคานั่น!" ไม่ทันได้ถามพวกคนของรัฐบาลมาเจอเค้าพอดี. . .
เด็กน้อยดึงเสื้อของรัตติกาลเบา ๆ พร้อมกับพูดว่า"หนีเถอะ เมี๊ยว. . .มาทางนี้ เมี๊ยว"
"เธอก็โดนทางการตามล่าเหมือนกันเหรอ ?"
"เมี๊ยว"เด็กสาวพยักหน้า. . .
"ถ้าอย่างนั้นไม่จำเป็นต้องหนีหรอก. . . ขอชั้นสร้างบุญคุณให้เธอหน่อยแล้วกัน"
ไม่ทันไรทหาร 3 คนก็เข้ามาล้อมรอบทั้ง 2 คน. . .
"แกเป็นคนของใครน่ะ?"ไม่ทันพูดจบทหารคนหนึ่งก็ง้างดาบบุกเข้ามาทางด้านซ้าย. . .
มือซ้ายปัดป้อง พร้อมกลับตัวเตะด้วยเท้าขวา ก่อนที่จะซัดหมัดซ้าย และง้างเท้าขวาที่เพิ่งใช้ไปเมื่อกี๊เตะทหาร 2 คนที่พุ่งตามเข้ามา. . .
ดูเหมือนทหารพวกนี้จะอ่อนไปหน่อย. . .
"เอาล่ะ เจ้าหนูทีนี้ตอบคำถา. . ."
"เคลื่อนไหวดุจดรีมแดง และ เพลงหมัดศิลป์ 13 ท่า ใช่มั้ย? รัตติกาล เมฆาวงศ์. . . เมี๊ยว"
ทำไมเราถึงถูกคนอื่นถึงรู้จักเราก่อนทุกทีเลยฟะ. . .รัตติกาลคิดในใจก่อนจะเอ่ยถาม. . .
"แล้วเธอเป็นใครกัน?"
". . . จอมเวทย์ คาตารุ. . .เมี๊ยว"
"อุ๊บ!.. วะฮ่าฮ่าก๊าก ๆ เด็กอย่างเธอนะรึ? จอมเวทย์"รัตติกาลปล่อยก๊ากก่อน ที่จะควบคุมตัวเองให้เก๊กหล่อได้อย่างเดิม. . .
"ว่าไงนะ? ดูถูกกันรึ!!? เด๋วเจอดีนะ ...แง๊ว!!"
โครม!!. . .
"ขอโทษที. . . เอ่อ คือชั้นต้องการความช่วยเหลือจากเธอเพื่อเข้าไปตามหา เทพธิดานิวเมเรส ในทวีปหายนะ. . ." รัตติกาลทำการเจรจาหลังจากพื้นโดนพลังเวทย์เบาะ ๆ กระแทกใส่. . .
"ไหน ๆ เธอก็ถูกตามล่าจากทางการอยู่แล้วนี่. . .ถ้าจะหนีล่ะก็หนีไปในที่ ๆ พวกหมาต๋าไม่มีทางตามถึงเลยเป็นไง. . ."
"ไม่ล่ะ!!เมี๊ยว"
รัตติกาลหยุดใช้ความคิดก่อนที่คาตารุจะพูดต่อ
"ชั้นจะไม่หนี...เมี๊ยว แต่จะเข้าไปตามหาพื้นที่สำหรับสร้างหมู่บ้านในอุดมคติของชั้นต่างหาก เมี๊ยว"
แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางต่อไป . . . October 04 บทที่ 1: หอคอย มาดอน. . .ณ โลกแห่งนี้ถ้าคุณมองไปทางทิศใต้ คุณจะเห็นหอคอยคู่ตั้งสูงตระหง่านอยู่. . .มันมีชื่อว่าหอคอย "มาดอน". . .
หอคอยแห่งนี้มีเรื่องเล่าต่าง ๆ นานา
. . .บ้างก็ว่าเป็นสถานที่บูชาของ "เทพโดราเอมอน" หนึ่งใน 3 เทพผู้สร้างโลก
. . .บ้างก็ว่าเป็นหอคอยผีสิง เพราะมีหลายคนที่หายเข้าไปในหอคอยแห่งนี้ และบางคนที่กลับมาได้ก็เล่าว่าในนั้นมีปีศาจอาศัยอยู่มากมาย. . .
ทุกคนต่างเรียกหอคอยแห่งนี้ว่า หอคอย "หมาด้น" เพราะทุกคนที่ผ่านเข้าไปใกล้หอคอยแห่งนี้จะต้องพบกับ สุนัขปีศาจที่มีความอาจหาญและไม่เกรงกลัวความตายเฝ้าอยู่. . .
*ด้น=กล้า,ทำเอิด,ทำหรอย
จากข้อมูลของรัฐบาลกลางบอกว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของหอคอยแห่งนี้เป็น ผู้ที่มีพลังใกล้เคียงเทพโดราเอมอนที่สุด มือของเค้าสามารถปั้น วัตถุให้กลายเป็นของจริงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม . . . แต่ไม่มีใครทราบชื่อของเค้าไม่มีใครรู้จักเค้า. . .เพราะไม่เคยมีใครสามารถเข้าไปใน หอคอยนั้นได้. . .
แต่ตอนนี้มีผู้ช้ายคนหนึ่งบุกป่าฝ่าดง เพื่อเข้าไปพบเจ้าของหอคอยแห่งนี้. . .
แซ่ก ๆ . . .แซ่ก ๆ
เสียงแหวกโพรงหญ้ากลบเสียงฝีเท้าของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่จนหมด. . .
กรร... แฮ่. . . กะฟรืด ๆ เสียงขู่และเสียงลมหายใจอันหื่นกระหายของ เหล่าสุนัขปีศาจ กำลังใกล้เข้ามา. . .
"ชิ!! รู้ตัวแล้วเรอะ!"
หนุ่มฉกรรจ์อุทานพร้อมพุ่งตัวไปข้างหน้า. . . บรรดาสุนัขปีศาจที่ฉลาดและว่องไว พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง. . .
แต่ด้วยวิชา "เคลื่อนไหวดุจDreamแดง" อันเลื่องชื่อทำให้การเคลื่อนไหวของ สุนัขปีศาจ ราวกับภาพ Slow Motion. . .
ไร้เสียง ไร้แรง. . .ฝีเท้าของเค้าเบาเหมือนกระโดดอยู่บนอากาศ. . .ชายหนุ่มก้าวเหยียบบนหัวสุนัขปีศาจทางซ้าย ทางขวา ก่อนที่จะพุ่งตัวออกมาจากฝูง สุนัขปีศาจได้ไม่ยาก. . .
เค้ายังมุ่งตรงไปสู่หอคอย มาดอน อย่างไม่ลดละ. . . ในขณะที่เหล่าสุนัขปีศาจยังคงไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง. . .
จนมาถึงหน้าประตู. . . แต่ภาพที่เค้าเห็นทำให้เค้าหยุดชะงัก. . .!!
ฝูงปีศาจมากมายหน้าตาดุดันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เฝ้าอยู่หน้าประตู มากมายนับไม่ถ้วน. . .
เค้าหวาดหวั่น แต่กลับไม่ลดละ. . .เค้าพุ่งเข้าปะทะศัตรูข้างหน้า หลบหลีกการฟาดฟัน โจมตีช่องว่าง ปีศาจหลายตัวล้มลงแต่จำนวนของปีศาจที่เข้ามาจู่โจมกลับไม่ได้ลดลงเลย. . .ซ้ำร้ายเหล่าฝูงสุนัขปีศาจก็พุ่งเข้ามาทำร้ายเค้าจากด้านหลัง(ลอบกัด) ก่อนที่ความตั้งใจอันแรงกล้าของเค้ากำลังจะดับวูบก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้น
"อาเรนทาร์ ไซรัส!!"
ปีศาจทุกตัวหยุดชะงัก ฝูงปีศาจสุนัขทุกตัวดูเชื่องทันที หลังจากสิ้นเสียง. . .
"แกเป็นใคร ? แล้วมีธุระอะไรที่หอคอยแห่งนี้ ?" เจ้าของเสียงถามชายแปลกหน้า. . .
หนุ่มฉกรรจ์ยืนขึ้นอย่างเหนื่อยหอบก่อนจะตอบ " รัตติกาล คือชื่อของชั้น มีธุระจะคุยกับเจ้าของปราสาทแห่งนี้. . . "
"ชั้นนี่แหละเจ้าของปราสาท แต่ชั้นไม่มีธุระกับแก กลับไปได้แล้ว!!" เจ้าของปราสาทดวาดไล่ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"เทพธิดานิวเมเรส แห่งนครที่สาปสูญ" รัตติกาลพูดขึ้น อีกฝ่ายถึงกับชะงักทำตาเบิกโพลง
"นี่แกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ไม่เคยมีใครที่เข้าไปในทวีปหายนะ แล้วรอดออกมาได้สักคน!!"
"ชั้นถึงต้องมาชวนนายไง "ผู้มีพลังใกล้เคียงเทพโดราเอมอน" " รัตติกาลเอ่ยพร้อมแสยะยิ้มมาเป็นนัย. . .
เจ้าของปราสาทท่าทางไม่มั่นใจ จึงออกอุบาย. . .
"ถ้าแกสามารถชวน คาตารุ จอมเวทย์สถาปัตย์ และ ครูเซย์ทายาทคนสุดท้ายของเผ่ามังกรมาได้ เมื่อแกมาพร้อมกับสองคนนั้น ชั้นจึงจะร่วมออกเดินทางไปด้วย"
"ว่าไงนะ!! สองคนนั้นเป็นบุคคลที่ทางการประกาศจับอยู่ไม่ใช่เรอะ?"
"นายก็ด้วยไม่ใช่เรอะ? รัตติกาล เมฆาวงศ์ มือสังหารชั้นเทพแห่งนครจันนิเวศน์" เจ้าของปราสาทแสยะยิ้มกลับ. . .
การที่คนถูกประกาศจับมารวมตัวกันนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ และก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ที่จะไปหาคนเหล่านั้นตามที่ต่าง ๆ. . .
"ชั้นไม่รู้หรอกนะว่าแกจะไปขออะไรจากเทพธิดานิวเบเรส แต่ชั้นว่าแกรักษาชีวิตเอาไว้ใช้ให้ยาว ๆ ดีกว่า"
"ตกลง! ข้อสัญญาเป็นอันเริ่มต้น. . ."รัตติกาล ตอบออกไปโดยไม่มีอาการหวาดหวั่นแต่อย่างใด
และทั้งสองก็แยกจากกัน. . .
(เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไปทุกคนสามารถให้คอมเม้นท์ได้นะครับ) |
|
|